แต่งงาน ต้องการทำพิธีหมั้น ต้องเตรียมอะไรบ้างคะ - WeddingSquare
WeddingSquare.com Homepage

สนใจลงโฆษณาตำแหน่งนี้ คลิกที่นี่ดูรายละเอียด
Forum Home Forum Home > กระดาน-ถามตอบ WeddingSquare.com > ทั่วไป
  FAQ FAQ  Forum Search   Calendar   Register Register  Login Login

ต้องการทำพิธีหมั้น ต้องเตรียมอะไรบ้างคะ



Author
  Topic Search Topic Search  Topic Options Topic Options
naiyanop View Drop Down
New Member
New Member
Avatar

Joined: 10 Dec 2004
Location: Bahamas
Posts: 3
Post Options Post Options   Quote naiyanop Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Topic: ต้องการทำพิธีหมั้น ต้องเตรียมอะไรบ้างคะ
    Posted: 10 Dec 2004 at 13:45
ต้องการทำพิธีหมั้น  ต้องเตรียมอะไรบ้างคะ

Edited by naiyanop
Back to Top
pat_ra33 View Drop Down
Exclusive member
Exclusive member
Avatar

Joined: 08 Oct 2004
Posts: 552
Post Options Post Options   Quote pat_ra33 Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 10 Dec 2004 at 22:24

ท่าทางจะเดือดร้อนหนักนะเนี่ย ตัวเบ้อเริ่มเลย ลองอ่านใน link นี้ดูนะคะ

http://www.weddingsquare.com/forum/forum_posts.asp?TID=3253& amp;PN=1

รูปพานหมั้นค่ะ http://www.weddingsquare.com/forum/forum_posts.asp?TID=3658& amp;KW=%CB%C1%D1%E9%B9

 

Back to Top
pat_ra33 View Drop Down
Exclusive member
Exclusive member
Avatar

Joined: 08 Oct 2004
Posts: 552
Post Options Post Options   Quote pat_ra33 Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 10 Dec 2004 at 22:25

ส่วนนี่เป็นรายละเอียดที่แอบ safe จาก web นี้มาไว้อีกที แต่หากระทู้เดิมไม่เจอค่ะ ยังไงขอขอบคุณ คนก่อนๆที่ช่วย post วไว้ให้นะคะ

การจัดขบวนขันหมากไทย

ฝ่ายเจ้าบ่าวตั้งขบวน สถานที่ไหนก็กะระยะให้เหมาะแล้วกันค่ะ เอาให้เดินกันพอเหงื่อซึมเล็กน้อย อย่าให้ขนาดเดินกันน่องโป่งเลยค่ะ แล้วแห่ขบวนมายังบ้านเจ้าสาวโดยมี......ลำดับการตั้งขบวนดังนี้

 

เจ้าบ่าว...

ถือพานดอกไม้ธูปเทียน

เฒ่าแก่ (ผู้ใหญ่ตัวแทนเจ้าบ่าว)...

ต้นกล้วย     ต้นอ้อย

ขันหมากเอก (ญาติผู้ใหญ่ถือ)....

คู่พานขันหมากพลู

คู่พานขันหมาสินสอด

พานแหวนหมั้น                              พานธูปเทียน

ขันหมากโท....

พานไก่ต้ม พานหมูนอนตอง

คู่พานวุ้นเส้น

คู่พาน กล้วยน้ำว้า-ส้ม

คู่พานขนมเสน่ห์จันทร์

คู่พานทองหยิบ  ทองหยอด  ฝอยทอง  ขนมทองเอก

ขบวนรำ

 

นั่นหมายถึงข้างบนนี้ คือว่า ตอนตั้งขบวน ก็คือว่า พานไหน เดินคู่พานไหน ต่อจากพานไหน ก็ตามข้างบนเลยค่ะ ระบบการเดินน่ะค่ะ ยกตัวอย่างเช่น เฒ่าแก่ จะถือ ต้นกล้วยและต้นอ้อย เดินคู่กันและตามหลังเจ้าบ่าวที่ถือ  พานดอกไม้และธูปเทียน เป็นต้นค่ะ ....เรามาต่อกันค่ะ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เมื่อขบวนขันหมากแห่มาถึงยังบ้านเจ้าสาวแล้ว จะมีการเปลี่ยนลำดับขบวนขันหมากดังนี้

 

เฒ่าแก่

เจ้าบ่าว..

ถือพานดอกไม้ธูปเทียน

ขันหมากเอก (ญาติผู้ใหญ่ถือ)...

คู่พานขันหมากพลู

คู่พานขันสินสอด

พานแหวนหมั้น                พานธูปเทียนแพ

ขันหมากโท

พานไก่ต้ม     พานหมูนอนตอง

คู่พานวุ้นเส้น

คู่พานกล้วยน้ำว้า-ส้ม

คู่พานขนมเสน่ห์จันทร์

คู่พานขนมทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง ขนมทองเอก

ต้นกล้วย  ต้นอ้อย

ขบวนรำ

 

หมายเหตุ....ญาติฝ่ายเจ้าบ่าวจะยืนข้างขบวนขันหมาก

 

ขั้นตอนพิธีแห่ขบวนขันหมาก

1.       ขบวนขันหมากฝ่ายเจ้าบ่าวเริ่มต้นขบวนบริเวณวงเวียนในหมู่บ้าน แล้วแห่ขบวนมายังบ้านเจ้าสาว ก่อนเคลื่อนขบวนมีการโห่เอาฤกษ์เอาชัย

2.       เมื่อขบวนขันหมากมาถังยังบ้านเจ้าสาว จะมีบทสนทนาดังนี้เฒ่าแก่ฝ่ายเจ้าสาว : วันนี้มาทำอะไรกัน

3.       เฒ่าแก่ฝ่ายเจ้าบ่าว : วันนี้เป็นวันดีเป็นสิริมงคล นำขันหมากและลูกเขยมาให้ เมื่อจบการสนทนาจะมีเด็กผู้หญิงคอยมารับพานดอกไม้ธูปเทียนจากเจ ้าบ่าว

4.       ญาติของฝ่ายหญิงจะออกมากั้นประตู โดยจะยืนเป็นคู่ ถือผ้าแพรหรือสร้อยเงินสร้อยทอง  ฝ่ายชายจะผ่านประตูไปได้ จะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมแก่ผู้เฝ้าประตู

5.       ฝ่ายเจ้าบ่าว เมื่อเข้าไปในบ้านจะเรียงสิ่งของจากขบวนขันหมากวางเป็นคู่ๆอย่า งมีระเบียบ  ไว้บนโต๊ะในห้องรับแขก เว้นแต่ต้นกล้วยและต้นอ้อยเอาไว้นอกบ้านเพื่อขุดดินปลูก

 

ขั้นตอนพิธีการรับสินสอด พิธิหมั้น และพิธีรับไหว้

1. เมื่อผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย และเจ้าบ่าว นั่งบริเวณห้องทำพิธีหมั้นแล้ว มีบทสนทนาดังนี้

เฒ่าแก่ฝ่ายเจ้าสาว : วันนี้นำอะไรมากกับขบวนขันหมาก

เฒ่าแก่ฝ่ายเจ้าบ่าว : (คลี่ผ่าห่อหุ้มพานขันหมากออก) วันนี้นำสินสอดได้แก่........มาเพื่อหมั้นหมายขอลูกสาวให้กับ...(ฐานะเจ้าบ่าว)และส่งหมากพลู ให้เฒ่าแก่ ฝ่ายหญิง เป็นการทักทาย ซึ่งทางฝ่ายหญิงจะต้องรับมาถือพอเป็นพิธี

2. ผู้ใหญ่ฝ่ายหญิงจะพา เจ้าสาวลงมายังห้องพิธี

3. ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายรอยข้าวตอกดอกไม้ลงในพานขันหมาก

4. เฒ่าแก่ฝ่ายเจ้าบ่าว : ได้เวลาเป็นมงคลแล้ว ให้เจ้าบ่าวสวมแหวนกับเจ้าสาวได้

5. เจ้าบ่าวจะสวมแหวนหมั้น แก่เจ้าสาว เจ้าสาวไหว้ขอบคุณเจ้าบ่าว แล้วเจ้าสาวจึงสวมแหวนหมั้นให้แก่เจ้าบ่าว

 

ขั้นตอนพิธีรับไหว้ และ พิธีหลั่งน้ำพระพุทธมนต์

1. คู่บ่าวสาว จะนำพานหมากพลู และผ้าไหว้ เข้าไปกราบผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายซึ่งผู้ใหญ่จะรับผ้าไหว้ไว้และมอบ ของขวัญรับไหว้ให้แก่คู่บ่าวสาว พร้อมทั้งกล่าวให้ศีลให้พร

2. คู่บ่าวสาวไหว้พระพุทธ แล้วขึ้นนั่งบนตั่งรดน้ำ โดยผู้หญิงนั่งซ้าย ผู้ชายนั่งขวา

3. ประธานในพิธี สวมมงคลแฝด และมาลัยให้คู่บ่าวสาว

4. ประธานหลั่งน้ำสังข์ และเจิมหน้าผากให้คู่บ่าวสาว พร้อมทั้งกล่าวคำอวยพรแก่คู่บ่าวสาว

5. ประธานในพิธี (อีกรอบ) หลั่งน้ำสังข์คู่บ่าวสาว พร้อมทั้งกล่าวคำอวยพรแก่คู่บ่าวสาว

6.ญาติของคู่บ่าวสาว รดน้ำสังข์ พร้อมกล่าวคำอวยพรให้คู่บ่าวสาว ตามลำดับอาวุโส

 

ขั้นตอนพิธีการส่งตัว

1. เชิญผู้ใหญ่ที่เป็นที่เคารพ แต่งงานครองเรือนกันมาโดยท่านทั้ง 2 จะหยิบเอาถั่วงาน และดอกไม้มาโปรยบนที่นอนแล้วขึ้นไปนอนบนเตียง เตียงเรียกว่า ฤกษ์เรียงเคียงหมอน ผู้ชายนอนทางขวาของผู้หญิง แล้วทำเป็นหลับไป สักครู่จึงทำเป็นตื่นนอนแล้วสนทนากันด้วย เรื่องที่เป็นมงคล กล่าวว่านอนหลับฝันดีฝันเห็นแต่สิ่งที่เป็นมงคล

2. ผู้ใหญ่จึงลุกขึ้นมาจูงบ่าวสาว ขึ้นนอนบนเตียงกล่าวให้ศีลให้พร ให้คู่บ่าวสาวอยู่กินกันจนเฒ่า "ถือไม้เท้ายอดทองกระบองยอดเพชร" และให้โอวาทในการ ครองเรือนแล้วจึงออกมาจากห้องหอ

 

หมายเหตุ...เครื่องพิธีปูนอน ซึ่งประกอบด้วย ฟักเขียว แมวคราว หินบดยา และถุงเงินถุงทอง บรรจุถั่วเขียว งาดำ ข้าวตอก ดอกรัก ดอกบานไม่รู้รอย หรือดอกไม้ที่ชื่อเป็นมงคล ให้นำมาไว้ในห้องหอด้วย

 

Back to Top
pat_ra33 View Drop Down
Exclusive member
Exclusive member
Avatar

Joined: 08 Oct 2004
Posts: 552
Post Options Post Options   Quote pat_ra33 Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 10 Dec 2004 at 22:26

พิธีหมั้นไทยอย่างเดียว แบบไม่รวมรดน้ำ ไม่มีแห่ขันหมากนะ

พิธีหมั้น

1. กำหนดวันที่จะหมั้น

2. สิ่งของที่จะใช้ในการหมั้น มีขันหมาก หมั้น 2 ขัน ฝ่ายชายต้องเป็นผู้จัด คือ ขันหมาก   นิยมเป็นขันเงินหรือขันทอง มีพานรอง  ใส่หมากดิบ 8 ผล ตัดให้ติดกันทั้ง 8 ผล (หมายถึงเป็นพวงมาเลย)  หรือจะตัดเป็นคู่ ๆ ละ 2 ผลติดกันก็ได้(ก็จะได้ 4 คู่)ฝานก้นหมากทุกผลแล้วทาก้นหมากด้วยปูนแดง หรือชาดแดง พลู 4 เรียง ๆ ละ 8 ใบ (ไม่แน่ใจว่ารวมเป็น 32 ใบใช่ปล่าว)ใส่ขันเรียบร้อยแล้วก็ใช้ผ้าคลุมขันหมั้น   ใส่ของที่จะนำไปหมั้นอาจจะเป็น เงิน ทอง เพชร หรือของอะไรก็ได้แล้วแต่จะตกลงกัน ถั่วเขียว 1 ถุง  ข้าวเปลือก 1 ถุง งาดำ 1 ถุง  ข้าวตอก 1 ถุง   ใบเงิน  ใบทอง  ใบนาก (อันนี้เป็นชื่อใบไม้ที่ปากคลองตลาดมีขายค่ะ) และมีผ้าแพรบาง ๆ คลุมขัน

   * อยากอธิบายนิดนึง พิธีหมั้นจะมีแค่นี้ ไม่ต้องมีขนมและไม่มีต้นกล้วย ต้นอ้อย  ไม่มีการกั้นประตู และของหมั้นเช่น แหวน ทอง เงิน นั้นควรจะอยู่ในขันหมั้นเดียวกัน และมีถุงเงิน ถุงทองใส่พวกข้าวตอก ถั่ว ฯลฯ อยู่ในขันหมั้นด้วย ใบเงิน ใบทอง ใบนาก นั้นส่วนใหญ่จะใช้รองก้น อาจจะไม่ต้องให้เห็นก็ได้  ขันหมั้นต้องมีของรวมกันทั้งหมด และไม่มีการเทขันหมาก ไม่ต้องนับเงิน การที่ไม่มีต้นกล้วยต้นอ้อย เพราะทั้งสองยังไม่ได้แต่งงานกัน การที่เอาต้นกล้วยต้นอ้อยมานั้น เพื่อให้บ่าวสาว เอาไปปลูก และไว้ใช้เก็บกินได้ ส่วนขันหมากที่ต้องมีนั้น สมัยก่อนคนเดินทางมาขอลูกสาวให้ลูกชายต้องเดินทางไกล และเมื่อมาถึงแล้วก็ให้ผู้เฒ่าผู้แก่ ทานหมากไปพลาง ๆ พร้อมคุยกัน และการที่ให้ของหวานเป็นของชำร่วยงานหมั้นนั้น เพราะต้องเดินทางกลับไกล น้ำตาลนั้นจะให้พลังงาน จะได้มีแรงเดินทาง

ขั้นตอนพิธีหมั้น

1. เมื่อได้กำหนดการหมั้น ผู้ใหญ่ฝ่ายชายพร้อมด้วยเจ้าบ่าวก็ไปที่บ้านฝ่ายหญิง เพื่อทำพิธีหมั้น โดยนำขันหมากทั้งสองไปด้วย และคนถือขันหมากมักให้หญิงพรหมจารี ควรไปถึงก่อนเวลาหมั้น

2.  เมื่อผู้ใหญ่ฝ่ายชายไปถึง จะมีผู้ใหญ่ฝ่ายหญิงยืนต้อนรับที่หน้าบ้านไม่จำเป็นต้องเป็นพ่อ แม่ อาจเป็นญาติผู้ใหญ่ก็ได้ แต่ควรเป็นคู่ คือ ชายหญิง และผู้ใหญ่ ฝ่ายหญิงจะถามว่า "ขบวนนี้แห่แหนกันมามากมาย มาเพื่อกิจอันใด"  ฝ่ายชายก็ต้องไปว่า "ขบวนที่แห่แหนกันมานี้จะมาเพื่อสู่ขอฝ่ายหญิงให้แก่เจ้าบ่าว"

3. ผู้ใหญ่ฝ่ายหญิงเชิญให้เข้าบ้าน โดยยังไม่รับขันหมาก แต่ให้คนถือขันหมากของฝ่ายชายเดินเข้าไปวางตรงที่ที่ทำพิธี ซึ่งพ่อแม่ฝ่ายหญิงนั่งรออยู่แล้ว

4. เมื่อวางของเรียบร้อย และนั่งกันเรียบร้อยแล้ว ก็มีการพูดคุยกันเล็กน้อยเพื่อรอเวลา และเมื่อถึงเวลา  ผู้ดำเนินพิธี กล่าวว่า “บัดนี้ได้ถึงเวลาสมควรแล้ว”  ก็หันไปถามผู้ใหญ่ฝ่ายชายว่า “ที่มาวันนี้มาเพื่อกิจอันใด” ผู้ใหญ่ฝ่ายชายจะเริ่มทำพิธีสู่ขอโดยกล่าวว่า “วันนี้ฤกษ์งามยามดีอยากจะมาสู่ขอ ..........ซึ่งเป็นกุลสตรี ไปเป็นแม่ศรีเรือนให้กับ.............”     ผู้ดำเนินพิธีจะหันไปถาม ผู้ใหญ่ฝ่ายหญิงว่า “นางสาว............เป็นบุตรของท่านใช่หรือไม่”  ผู้ใหญ่ฝ่ายหญิงตอบว่า “ใช่” ผู้ดำเนินพิธี กล่าวว่า  “ถ้าอย่างนั้นขอเชิญตัวนางสาว..........มายัง ที่ประชุมแห่งนี้ด้วย “  แม่ฝ่ายหญิงจะขึ้นไปพาตัวเจ้าสาวลงมา และเมื่อมาถึงแล้วก็ไหว้ผู้ใหญ่ฝ่ายชาย   ผู้ดำเนินพิธีถามฝ่ายหญิงว่า “นางสาว...........คนนี้ใช่มั้ย”  ผู้ใหญ่ฝ่ายหญิงตอบ“ใช่”   ผู้ดำเนินพิธีก็ขอให้ฝ่ายชายส่งขันหมั้น โดยให้ผู้ชายส่งให้ผู้ใหญ่ฝ่ายชาย ผู้ใหญ่ฝ่ายชายส่งให้ผู้ใหญ่ฝ่ายและเปิดดูของหมั้นที่ได้นำมาพร ้อมกับฝ่ายหญิง วางคืนตรงหน้า และผู้ดำเนินพิธีก็จะขอให้ฝ่ายชายสวมแหวน  เมื่อสวมแหวนแล้วผู้ดำเนินพิธีก็จะกล่าวให้แขกนั้นปรบมือเป็นกำ ลังใจ  และถ้ามีทองก็สวมทองด้วย ฝ่ายหญิงอาจจะมีแหวนมอบให้แก่ฝ่ายชายได้  แต่พิธีไทยจริง ๆ ไม่ต้องมี  แต่ถ้ามีก็ให้คนนำมา ให้แม่ฝ่ายหญิงส่งให้ฝ่ายหญิงสวมให้ฝ่ายชาย แขกก็ปรบมือ  เป็นอันเสร็จพิธี   ผู้ดำเนินพิธีกล่าวเชิญแขกถ่ายรูปและรับประทานอาหาร

Back to Top
pat_ra33 View Drop Down
Exclusive member
Exclusive member
Avatar

Joined: 08 Oct 2004
Posts: 552
Post Options Post Options   Quote pat_ra33 Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 10 Dec 2004 at 22:27

การแต่งงานตามประเพณีจีน

ในสมัยก่อน การหมั้นและการแต่งนิยมให้เป็นคนละวันกัน บางคู่หมั้นแล้วอีกสามเดือนหกเดือนค่อยแต่ง   บางบ้านหมั้นนานเป็นปีก็มี แต่สมัยนี้นิยมสะดวก ก็อาจหมั้นและแต่งในวันเดียวกันไปเลย เครื่องขันหมากสำหรับหมั้นและวันแต่งคนละวันกัน จะมีธรรมเนียมว่าวันหมั้นฝ่ายหญิงเป็นผู้กำหนดว่า จะให้มีอะไร และจำนวนมากน้อยเท่าใด  อย่างไรก็ตาม ถ้าวันหมั้นและวันแต่งคนละวันกันจะมีธรรมเนียมว่าวันหมั้นฝ่ายห ญิงเป็นผู้รับภาระเรื่องการเลี้ยงหมั้น แล้ววันเลี้ยงวันแต่งงานเป็นหน้าที่ของฝ่ายชาย ซึ่งข้อกำหนดปรับเปลี่ยนได้ตามฐานะของทั้งสองฝ่าย

 

หาฤกษ์แต่งงาน และฤกษ์รับตัวเจ้าสาว

 ความสำคัญของพิธีแต่งงานแบบจีน อยู่ที่ฤกษ์รับตัวเจ้าสาว ซึ่งทางพ่อแม่ของทั้งคู่จะนำดวงของเจ้าบ่าวและเจ้าสาวไปให้ซินแ สตรวจและหาฤกษ์ให้ เมื่อได้ฤกษ์แล้ว ก็จะต้องตระเตรียมงานพิธี

 

สิ่งที่เจ้าบ่าว ต้องเตรียม

 ระหว่างนี้เจ้าบ่าวจะต้องให้หญิงหรือชาย ซึ่งมีลูกดกและคู่ชีวิตที่ยังมีชีวิตอยู่มาทำพิธีปูเตียงในห้อง หอ โดยจะวางส้ม 4 ลูกไว้บนเตียงทั้ง 4 มุม เมื่อปูเสร็จแล้วก็ต้องทิ้งไว้อย่างนั้น ยังไม่ให้เจ้าบ่าวนอน การเตรียม "ขนมขันหมาก" ซึ่งเป็นขนมและผลไม้ต่างๆมามอบให้ครอบครัวเจ้าสาวก่อนวันงานจะต ้องติดกระดาษแดงเป็นตัวอักษรภาษาจีน ที่แปลเป็นไทยว่า "ความสุขยกกำลังสอง"

 

สิ่งที่ เจ้าสาว ต้องเตรียม

 ส่วนทางเจ้าสาว ก็เตรียมสัมภาระที่จะนำติดตัวไปด้วย เช่น กระเป๋าเดินทาง เซฟใส่เครื่องประดับ หมอนปักรูป หงส์มังกร 1 คู่ บางรายก็อาจจะเพิ่มผ้านวมหรือเครื่องนอนชิ้นอื่นๆ รวมทั้งเสื้อเอี๊ยม เพื่อให้รู้ว่าเป็นเมียเอกนะ เจ้าสาวบางรายที่มีฐานะดีๆ สายคล้องคอเอี๊ยมก็จะเป็นสร้อยทอง  และในเสื้อเอี๊ยมนี้จะใส่โหงวอิ๊กอี้ ซึ่งเป็นผลไม้ตากแห้ง และต้นชุ่งเช่าไว้สำหรับนำไปปลูกที่บ้านเจ้าบ่าวพร้อมกาละมังลา ยนกคู่ กระโถนกับกาตอเฉียะ (ไม้วัดและกรรไกรตัดผ้า) รวมทั้งเข็มและด้าย เพื่อให้รู้ว่าเจ้าสาวเป็นคนเย็บปักถักร้อยเก่ง ข้าวของเครื่องใช้จะต้องเป็นสีแดง หรือสีชมพูเท่านั้น

 

3 วันก่อนวันงาน

3 วันก่อนวันงาน เจ้าสาวสมัยเก่าจะต้องมังหมิ่ง เพื่อกันขนที่รกใบหน้าออก ถือเป็นเคล็ดลับเสริมความงามแบบโบราณอย่างหนึ่ง 

 

1วัน ก่อนวันงาน

ในคืนก่อนวันงาน ก็จะอาบน้ำใบทับทิมและใบเซียงเช่า เพราะเชื่อกันว่าจะช่วยชำระล้างสิ่งชั่วร้ายให้หมดไป  จากนั้นจะสวมชุดใหม่และนั่งลงให้หญิงที่มีชีวิตคู่ที่สมบูรณ์พู นสุข หวีผมให้พร้อมกับกล่าวอวยพรไปด้วย 

 

วันงาน

และในวันแต่งงาน เจ้าสาวจะต้องเสียบปิ่นปักผมกับกิ่งทับทิมไว้บนเรือนผม เพราะเชื่อว่ากิ่งทับทิมจะช่วยให้คนรักใคร่เอ็นดู และหมายถึงสาวบริสุทธิ์ สำหรับเรื่องปิ่น เนื่องจากคนสมัยนี้คิดว่าที่ต้องเสียบปิ่น เพราะบนปลายปิ่นมีคำว่า "หยู่อี่" ซึ่งหมายความว่า "สมหวัง" แต่แท้จริงแล้วเป็นเคล็ดลับของคนโบราณ เพราะเจ้าบ่าวบางรายไม่เคยมีประสบการณ์การเข้าหอมาก่อน เมื่อมีเพศสัมพันธ์กับผู้หญิงเป็นครั้งแรก บางรายจีงหลั่งไม่หยุดและบางทีอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้ คนเฒ่าคนแก่จึงสอนเจ้าสาวไว้ว่า หากเจอเหตุการณ์เช่นนี้ ให้เอาปิ่นปักหลังเจ้าบ่าวเพื่อเขาจะได้รู้สึกตัว

 

วันงาน - พิธีรับตัวเจ้าสาว"ที่บ้านเจ้าสาว"

เมื่อใกล้ถึงเวลาที่ทางเจ้าบ่าวมารับตัว เจ้าสาวจะต้องรับประทานอาหารกับพ่อแม่พี่น้องของตนเป็นมื้อสุดท ้าย โดยมีแม่สื่อคอยคีบอาหารให้พร้อมกับกล่าวอวยพร จนได้ฤกษ์ เจ้าบ่าวก็จะนั่งรถคันโก้ผูกโบว์สีชมพูที่กระโปรงหน้ารถมายังบ้ านเจ้าสาว ในการรับตัวเจ้าสาว เจ้าบ่าวจะต้องนำหมูดิบมามอบให้แม่เจ้าสาว แทนยาบำรุงที่ท่านอุตส่าห์ตั้งท้องเจ้าสาวมา เมื่อพบหน้าเจ้าสาวแล้ว ทั้งคู่ก็ยังต้องผ่านด่านของผู้ที่มากั้นประตู แจกอั่งเปาจนหนำใจเสียก่อนจึงจะลงจากห้องมาทำพิธีที่ชั้นล่างได ้ ถึงตอนนี้ ทั้งเจ้าบ่าวเจ้าสาวจะต้องไหว้ฟ้าดิน ไหว้เจ้าที่ (ที่เรียกว่า "ตี่จูเอี๊ย") ไหว้เทพเจ้าเตาไฟ ซึ่งอยู่ในครัวและไหว้บรรพบุรุษของเจ้าสาว ถ้าหากปู่ย่าตายายของเจ้าสาวยังมีชีวิตอยู่ ก็ต้องไหว้กับตัว เพื่อบอกกล่าวให้ท่านทราบว่าเจ้าสาวกำลังจะจากครอบครัวไปแล้ว จากนั้นจึงทำการคารวะน้ำชาพ่อแม่เจ้าสาว

 

วันงาน - พิธีรับตัวเจ้าสาว"ที่บ้านเจ้าบ่าว"

เมื่อเสร็จสิ้นพิธีทางบ้านเจ้าสาว ก็มาถึงตอนที่เจ้าสาวจะต้องนั่งรถไปกับเจ้าบ่าว พร้อมด้วยคนถือตะเกียง ซึ่งจะต้องเป็นญาติผู้ชายของฝ่ายหญิง รวมทั้งคนหาบขนม ในการนี้พ่อเจ้าสาวจะเป็นคนจูงเจ้าสาวขึ้นรถ พลางกล่าวอวยพร พร้อมกับพรมน้ำใบทับทิมให้ด้วยว่า "ขอให้น้ำศักดิ์สิทธิ์นี้เปลี่ยนคุณหนูให้เป็นคุณหญิง" และก่อนที่เจ้าสาวจะเข้าบ้านเจ้าบ่าว ถ้าหากเจ้าสาวมีประจำเดือนก็ต้องก้าวข้ามกระถางที่จุดไฟไว้ จึงจะเข้าบ้านได้ แต่ถ้าหาเจ้าสาวไม่มีประจำเดือนก็ไม่จำเป็นทันทีที่เข้ามาในบ้า น บ่าวสาวจะไหว้ฟ้าดิน ไหว้เจ้าที่  ไหว้เทพเจ้าเตาไฟและไหว้บรรพบุรุษของเจ้าบ่าว แบบเดียวกับที่ทำที่บ้านเจ้าสาว จากนั้นจึงคารวะน้ำชาพ่อแม่และยกน้ำชาให้ญาติผู้ใหญ่ พิธีการนี้ ถือเป็นการแนะนำให้ญาติๆรู้จักสะใภ้หน้าใหม่ไปด้วยในตัว และท่านก็จะแจกอั่งเปาพร้อมทั้งอวยพรให้เป็นการตอบแทน บ่าวสาวจะทานบัวลอยไข่หวานด้วยกัน เพื่อทั้งคู่จะได้รักใคร่ปรองดอง และหวานชื่นเหมือนรสชาติและสีของขนม พอรุ่งเช้าถัดจากวันแต่งงาน เจ้าสาวจะต้องตื่นขึ้นมาปฎิบัติหน้าที่ลูกสะใภ้ปรนนิบัติพ่อแม่ สามีด้วยการยกน้ำล้างหน้าให้ท่าน

บางครอบครัวอาจจะปฎิบัติตามธรรมเนียมนี้ 3 วันหรือบางราย 12 วัน

 

3 วันหลังวันงาน 

3 วันหลังจากวันแต่งงาน น้องชายของภรรยาจะเป็นฝ่ายไปรับคู่สามีภรรยาหน้าใหม่  กลับมาเยี่ยมและรับประทานอาหารที่บ้านเจ้าสาว และเจ้าสาวจะได้รับการต้อนรับเยี่ยงแขกคนหนึ่ง

 

สิ่งที่ "เจ้าบ่าว" ต้องจัดเตรียมตามประเพณีจีน

1. เครื่องขันหมาก

1.1  สินสอดทองหมั้น ( เพ้งกิม ) 

เพ้ง  คือ  เงินสินสอด แล้วแต่ฝ่ายหญิงจะเรียกร้อง แต่ถ้าเจ้าสาวยังมีอากง อาม่าหรือปู่ย่าอยู่ ฝ่ายชายต้องจัดเงินอั้งเปาอีกก้อนหนึ่งให้เป็นพิเศษด้วยพร้อมชุ ดหมู 1 ชุดอีกต่างหาก  โดยพ่อแม่เจ้าสาวจะเป็นผู้รับขึ้นมา

 

กิม  คือ  ทอง แล้วแต่ฝ่ายหญิงจะเรียกเช่นเดียวกัน  แต่ถ้าจะพิถีพิถันก็อาจขอเป็น " สี่เอี่ยกิม "  แปลว่าทอง 4 อย่าง  เพราะเลข 4 เป็นเลขดีของคนจีน ทอง 4 อย่าง เช่น กำไลทอง สร้อยคอทองคำ ตุ้มหูทอง เข็มขัดทอง

 

 

 

 

1.2  กล้วย

ต้องยกมาทั้งเครือเขียว ๆ  ถ้าได้จำนวนหวีเป็นเลขคู่ยิ่งดี แล้วนับจำนวนให้ลงเลขคู่ ถ้าได้ลูกแฝดด้วยก็จะดีมาก เวลาใช้ให้เอากระดาษแดงพันก้านเครือ และติดตัวหนังสือ " ซังฮี่ " บนเครือกล้วย และทาสีแดงบนลูกกล้วยทุกใบ  และฝ่ายชายจะต้องเป็นผู้เอากลับ เมื่อพิธีสู่ขอเสร็จแล้ว กล้วยเป็นผลไม้ที่มี 2 นัยมงคล  - จำนวนผลที่มากมาย อวยพรให้มีลูกหลานสืบสกุลมาก ๆ  - ดึงสิ่งดี ๆ ให้มาเป็นของเรา  ซัง แปลว่า คู่  ฮี่ แปลว่า ยินดี  ซังฮี่ จึงแปลว่า ความยินดีของหญิงชายคู่หนึ่ง ซึ่งก็คือคู่บ่าวสาวนั่นเอง


1.3  
อ้อย

อ้อย 1 คู่ ยกมาทั้งต้น เพื่ออวยพรให้ชีวิตคู่หวานชื่น แต่บางบ้านไม่เอา เพราะเป็นความหวานที่กินยากต้องทั้งปอกทั้งแทะ


1.4 
ส้ม

ส้ม เป็นผลไม้มงคลให้โชคดี นิยมใช้ส้มเช้งเขียว ติดตัวหนังสือซังฮี่สีแดงทุกผล และต้องให้จำนวน เป็นเลขคู่แล้วแต่ฝ่ายหญิงกำหนด

 

1.5  ขนมหมั้น,ขนมแต่งงาน  

ฝ่ายหญิงจะเป็นผู้กำหนดทั้งชนิดและจำนวน  การกำหนดชนิดคือ จะให้เป็นขนม 4 สี  เรียกว่า " ซี้เส็กหม่วยเจี๊ยะ " หรือขนม 5 สี เรียกว่า " โหงวเส็กทึ้ง " ประกอบด้วย ขนมเหนียวเคลือบงาขนมเปี๊ยะโรยงา, ขนมถั่วตัด, ขนมข้าวพองทุบ และขนมโก๋อ่อน  นอกจากนี้บางบ้านอาจขอให้มีน้ำตาลทราย, ซาลาเปาไส้หวาน, และคุกกี้กระป๋องด้วย โดยจำนวนของขนมแต่งงานและคุกกี้กระป๋อง ฝ่ายหญิงมักกำหนดจำนวน โดยนับจากจำนวนของญาติมิตรที่จะเชิญ มีคำเรียกการให้ขนมแต่งงานแก่ญาติมิตรว่า " สั่งเปี้ย สั่ง หรือ ซั้ง แปลว่า ให้   เปี้ย แปลว่า ขนม  ในที่นี้หมายถึงขนมหมั้นหรือขนมแต่งงาน

 

1.6  ชุดหมู  

เท่าที่พบจะมีประมาณ 3 ถาด 

- ถาดที่1: เป็นชุดหัวหมูพร้อม4 เท้าและหาง โดยเล็บเท้าต้องตัดเรียบร้อยติดตัวหนังสือซังฮี่ 

- ถาดที่2: เป็นถาดขาหมูสดติดตัวซังฮี่เช่นเดียวกัน 

- ถาดที่3: เป็น" โต้วเตี้ยบะ" เท่านั้น คือเป็นเนื้อหมู ตรงส่วนท้องของแม่หมู เพื่ออวยพรให้เจ้าสาวได้เป็นแม่คน แม่ที่อุ้มท้องเพื่อให้กำเนิดบุตรแก่ฝ่ายชาย และมีธรรมเนียมว่าทางฝ่ายหญิง  ก็ต้องให้ชุดหมูสดตอบแทนแก่ฝ่ายชาย แต่ชุดหมูของฝ่ายหญิงจะเป็นชุดหัวใจหมู ที่ต้องสั่งพ่อค้าเป็นพิเศษว่าเป็นชุดหัวใจทั้งยวงที่ยังมีปอดแ ละตับติดอยุ่ด้วยกัน เมื่อเสร็จพิธี ชุดหัวใจนี้อาจทำได้เป็น 2 แบบ 

- แบบ1: คือ ฝ่ายหญิงแบ่งชุดหัวใจให้ฝ่ายชายไปครึ่งหนึ่ง

- แบบ2: คือ เอาชุดหัวใจนี้ไปประกอบอาหาร ให้เจ้าบ่าวเจ้าสาวรับประทานร่วมกัน  เพื่อเป็นเคล็ดอวยพรให้หญิงชายมีจิตใจร่วมกันเป็นใจหนึ่งใจเดีย วกัน


1.7 
ของเซ่นไหว้ที่บ้านเจ้าสาว

ฝ่ายชายต้องเตรียมของไหว้ 2 ชุด   

- ชุด1: สำหรับไหว้เจ้าที่  

- ชุด2: สำหรับไหว้บรรพบุรุษ 

การจัดเตรียมของไหว้ที่ครบถ้วน จะต้องมีทั้งของคาว ขนมไหว้ ผลไม้ไหว้ เหล้า อาหาร 10 อย่าง ธูปเทียนดอกไม้ และมีของไหว้พิเศษ คือเส้นหมี่ เพื่ออวยพรให้ชีวิตคู่ยืนยาว และนิยมหาเถ้าแก่ซึ่งเป็นผู้ใหญ่ที่นับถือและมีชีวิตครอบครัวที ่ดีมาเป็นผู้นำขบวน หรือช่วยถือของขันหมาก เพื่อเป็นสิริมงคล

 

2. เครื่องขันหมาก 

มีหลายอย่างที่นิยมแบ่งกันคนละครึ่ง   

เช่น ขาหมู 2 ขา ก็คนละ 1 ขา  อ้อย ขนมขันหมาก ชุดลำไยแห้ง ต้นชุงเฉ้า 


ส่วนของที่ฝ่ายชายต้องเอากลับไปทั้งหมด

ก็คือ กล้วยเขียวเครือใหญ่, เอี๊ยมแต่งงานชุดหัวใจหมู, ถาดไข่, และถาดส้มเช้งของฝ่ายหญิง

 

 

สิ่งที่ "เจ้าสาว" ต้องจัดเตรียมตามประเพณีจีน

 

1. ข้าวของเครื่องแต่งงานของเจ้าสาว


1.1 เอี๊ยมแต่งงาน  ตัวเอี๊ยมเป็นสีแดง 

สีมงคลให้เฮงๆ ปักลายอักษรซังฮี่ หรือคู่ยินดี และปักตัวหนังสือ 4 คำ "แป๊ะนี้ไห่เล่า" แปลว่า อยู่กินกันจนถึงร้อยปี  พร้อมด้วยลวดลายมังกรและหงส์  ซึ่งลายนี้มีชื่อเรียกว่า "เล้งหงกิ๊กเซี้ยง" ให้ความหมายว่า ถึงเวลาแห่งความสุขและความรุ่งเรืองที่กำลังมาหา

ขอให้คู่สมรสได้พบแต่สิ่งดี ๆ ในชีวิตใหม่ คือชีวิตคู่ของการอยู่ร่วมกัน   บนเอี๊ยมมีกระเป๋าให้ใส่ " โหงวเจ๊งจี้ "  หรือเมล็ดธัญพืช 5 อย่าง คือ ข้าวเปลือกข้าวสาร ถั่วเขียว สาคู ถั่วดำห่อใส่กระดาษแดงอวยพรให้สามีภรรยา และลูกของตระกูลได้งอกงามรุ่งเรือง พร้อมทั้งใส่เหรียญทองลายมังกร เรียกว่า เหรียญกิมเล้ง เพื่ออวยพรให้ร่ำรวย บางบ้านอาจมีใส่เงินทอง เพิ่มเข้าไปด้วย แล้วใส่ต้นชุงเฉ้าหรือต้นเมียหลวง ที่หน้าตาคล้ายต้นกุยช่าย ต้นชุงเฉ้านี้คนจีนถือเป็นต้นไม้มงคล หมายถึงเกียรติ และที่ปากกระเป๋าเอี๊ยม ให้เสียบ " ปิ่นทองยู่อี่ " ไว้ให้ หมายความว่า ทุกเรื่องให้สมปรารถนา ในวันส่งตัวฝ่ายชายต้องเอาปิ่นยู่อี่มาคืน เพื่อให้เจ้าสาวได้ติดผมตอนส่งตัว สายของเอี๊ยมนิยมใช้ โซ่ทองคล้องใส่ไว้ ถ้ารวยจริงก็ใช้ทองจริงนิยมเป็นทองหนัก 4 บาท เพราะถือเคล็ดเลข 4 เป็นเลขดี

 

1.2  ไข่สีแดง 1 ถาด จัดเป็นเลขคู่ 

 บางบ้านเตรียม 24 ลูก เพื่ออวยพรเป็นนัยว่า เจ้าสาวจะไปให้กำเนิดลูกหลานมาก ๆ


1.3 
โอวเต่ากิ๊ว 

คือ ขนมถั่วดำคลุกน้ำตาล มีแซมข้าวพองสีแดงทำเป็นลูกกลมๆ  ที่ร้านขนมบอกว่า นิยมใช้ 14 ลูก หรือ 7 คู่


1.4 
ส้มเช้ง ติดตัวซังฮี่ ถาดใหญ่ 

มีจำนวนส้มเป็นเลขคู่ บางบ้านมีจัดส้มสีทองปนไป 4 ลูกด้วย


1.5 
ชุดลำไยแห้ง 2 ชุด


1.6  ชุดชุงเฉ้า  2 ต้น


1.7  อั้งฮวย หรือใบทับทิม 

เตรียมไว้มาก ๆ แล้วนำมาแบ่งใส่ประดับในของทุกถาดที่ฝ่ายชายจะต้องยกกลับ


1.8 
เผือก  บางบ้านไม่นิยมไข่ 

ก็จัดเป็นเผือก คนจีนเรียก " โอวเท้า " หมายถึงความสมบูรณ์ นิยมจัดเป็นเลขคู่

 

1.9  เม็ดสาคู  เอาไว้โรยในของต่างๆ 

เป็นเคล็ดอวยพร สาคูเม็ดกลม ๆ คู่บ่าวสาวกลมเกลียวกัน

 

2. เครื่องขันหมาก

มีหลายอย่างที่นิยมแบ่งกันคนละครึ่ง 

เช่น ขาหมู 2 ขา ก็คนละ 1 ขา  อ้อย ขนมขันหมาก ชุดลำไยแห้ง ต้นชุงเฉ้า 


ส่วนของที่ฝ่ายชายต้องเอากลับไปทั้งหมด

ก็คือ กล้วยเขียวเครือใหญ่, เอี๊ยมแต่งงานชุดหัวใจหมู, ถาดไข่, และถาดส้มเช้งของฝ่ายหญิง

 

อาหารมงคล 10 อย่างสำหรับเจ้าบ่าวเจ้าสาว


คนจีนหลายบ้าน มีธรรมเนียมว่า ในคืนวันส่งตัวเจ้าสาวจะทำอาหาร 10 อย่างที่เป็นเคล็ดมงคลอวยพร ให้คู่บ่าวสาว  ได้รับประทาน ได้แก่

1. วุ้นเส้น หรือเส้นหมี่ หรือบะหมี่ หมายความว่า ให้รักกันนาน ๆ อายุยืนยาว

2. เห็ดหอม หมายความว่า ให้ชีวิตคู่หอมหวาน

3. ผักกู้ช่าย หรือกุ้ยช่าย  หมายความว่า ให้รักกันนาน ๆ หรือ ขอให้รวย

4. ผักเกาฮะไฉ่  หมายความว่า ให้รักใคร่ปรองดองกัน

5. หัวใจหมู  หมายความว่า  ให้รักกันเป็นใจเดียว

6. ไส้หมู-กระเพาะหมู  หมายความว่า ให้ปรับตัวเข้าหากัน นิสัยใดไม่ดีก็ให้เปลี่ยนเป็นนิสัยที่ดี   เพื่อให้มีความสุขและรักกันยืนยาว

7. ตับ  หมายความว่า  ให้มีความรุ่งเรืองและเจริญก้าวหน้า

8. ปลา  หมายความว่า  ให้ร่ำรวยเหลือกินเหลือใช้

9. ปู หมายความว่า ให้ทำอะไรได้คล่องแคล่วว่องไว ขยันทำมาหากินและงานสำเร็จลุล่วงเร็วไว (เหมือนปูที่เดินเร็ววิ่งเร็ว )

10. ไก่  หมายความว่า  ให้มีความกล้าหาญ มีสติปัญญา และมีความเที่ยงตรง

Back to Top
pat_ra33 View Drop Down
Exclusive member
Exclusive member
Avatar

Joined: 08 Oct 2004
Posts: 552
Post Options Post Options   Quote pat_ra33 Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 10 Dec 2004 at 22:28

สินสอด

 สินสอดเป็นของที่คู่กับการแต่งงานตามประเพณีไทย แต่น้อยคนนักจะเข้าใจความหมายที่แท้จริง สินสอดจึงกลายเป็นเรื่องบาดใจใครต่อใครมานักต่อนักแล้ว เพราะการแต่งงานในสังคมไทย มิใช่เป็นเรื่องของคนสองคนอย่างแท้จริง เกือบจะร้อยทั้งร้อยจะต้องมีครอบครัวทั้งสองฝ่ายเข้ามาเกี่ยวข้ อง อย่างน้อยก็ขั้นตอนของการสู่ขอซึ่งยังไม่เคยเห็นบ่าวสาวคู่ไหนท ำกันสองคน และแน่นอนว่ายิ่งมีคนเข้ามาเกี่ยวข้องมาก โอกาสที่จะเกิดความเข้าใจผิดระหว่างกันย่อมจะมี ถ้าคุณกำลังจะแต่งงาน คงจะเคยคิดถึงเรื่องสินสอดบ้างแล้ว และหากยังไม่เคยให้ความสนใจ ก็น่าจะถามตัวเองและคนที่คุณจะแต่งงานด้วยว่าคุณทั้งสองคนเข้าใ จคำนี้มากแค่ไหน และเข้าใจตรงกันหรือเปล่า

 

    สินสอดมีไว้เพื่ออะไร ถ้าลองถามคนรอบข้างดู แล้วจะพบว่าแต่ละคนคงจะมีคำตอบที่แตกต่างกันออกไป บางคนก็บอกว่า
"
เป็นค่าน้ำนม ตอบแทนบุญคุณพ่อแม่ที่เลี้ยงดูมา " บ้างก็บอกว่า " เป็นการให้เกียรติกันและกัน " จนกระทั่ง " ไม่รู้เหมือนกัน เห็นเขาทำกันมาทุกคู่ก็ทำตามเขาเป็นธรรมเนียม "

 

 คุณหลวงวิจิตรวาทการ ปราชญ์ของแผ่นดินผู้ล่วงลับไปแล้ว ได้กล่าวไว้ในหนังสือ
"
วิชาการครองรักครองเรือน " เอาไว้ว่า ของหมั้นและสินสอดเป็นของที่พ่อแม่ฝ่ายหญิงเรียกจากฝ่ายชาย โดยของหมั้นนั้นนิยมเรียกเป็นของมีค่า เช่น ทองรูปพรรณ แหวน เป็นต้น เพื่อไม่ให้ฝ่ายชายทอดทิ้งไม่แต่งงาน เนื่องจากสังคมไทยเรา การเป็นม่ายขันหมาก ถือว่าเป็นเรื่องสาหัสสำหรับลูกผู้หญิง หากมีเหตุให้ไม่ได้แต่งงานกันเพราะฝ่ายชาย ของหมั้นก็จะตกเป็นของฝ่ายหญิง และตามธรรมเนียมไทยแท้ๆ พ่อแม่ฝ่ายหญิงจะเรียกสินสอดเป็นพิธีเท่านั้น เรียกกันว่าเป็น " ค่าน้ำนม " โดยคุณหลวงวิจิตรฯท่านเล่าว่า สินสอดนี้จะเรียกไม่เกิน 40 บาท หากเรียกเกินกว่านี้ถือว่าเป็นการ
"
ขายลูกสาว " ไม่ว่าครอบครัวทั้งสองฝ่ายจะมั่งมีขนาดไหนก็จะไม่ทำกัน แต่เมื่อเวลาผ่านไป คนก็คงจะลืมเลือนไป หรือไม่ก็จะสับสนกับคำว่า " เงินกองทุน "

 

เงินกองทุน เป็นเครื่องแสดงถึงฐานะของพ่อแม่ ถ้าฐานะดี จะเรียกกันสูงๆ แต่ข้อสำคัญเงินกองทุนนี้  ต้องให้เท่ากันทั้งสองฝ่ายและจะมีการแกะห่อออกมา นับกันในวันแต่งงานเพื่อให้ผู้ที่มาร่วมพิธีเป็นพยาน   จำนวนเงินกองทุนนี้ มิได้แสดงถึงหน้าตาอย่างเดียว ถ้ามองให้ลึกลงไป จะเห็นว่าเป็นการแสดงความรักของพ่อแม่ที่มีต่อลูกสาว และเป็นหลักประกันว่า ผู้ที่มาเป็นเขยนั้น สามารถเลี้ยงดูลูกสาวได้ไม่ด้อยไปกว่าที่พ่อแม่เลี้ยงดูมา และเงินนี้จะถูกยกให้กับคู่บ่าวสาวไปตั้งตัว

 

 

 ธรรมเนียมสินสอดดูจะไปได้ดีในวิถีชีวิตรุ่นปู่-ย่า ตา-ยาย เพราะชายหญิงที่คบหากันมักจะมีพื้นเพและฐานะใกล้เคียงกัน เมื่อผู้ใหญ่ฝ่ายชายมาทาบทามสู่ขอและได้รับคำตอบว่าให้จัดสินสอ ดมา " ตามความเหมาะสม " จึงมักจะเป็นที่เข้าใจว่าต้องเป็นเท่าไหร่ แต่สมัยนี้โอกาสที่จะเข้าใจไม่ตรงกันนั้นมีมาก เช่น กรณีชายหนุ่มผู้มั่งมีรายหนึ่ง ซึ่งคบหากับสาวคนรักอย่างราบรื่น จนกระทั่งถึงวันที่มารดาของฝ่ายหญิงเรียกสินสอดเป็นจำนวนเงิน " แปดหลัก " เป็นเหตุให้ผู้ใหญ่ฝ่ายชายถึงกับเอ่ยปากว่า "ถ้าจะแต่ง ก็ให้จัดการเอง " กรณีเช่นนี้แสดงว่า สองฝ่ายต่างมีความพอดีที่แตกต่างกัน และในบางครั้งเจ้าสาวก็กังวล กลัวว่าฝ่ายเจ้าบ่าวจะจัดหาสินสอดที่ดูไม่เหมาะสมกับฐานะของตนเ อง แล้วจะขายหน้าแขกในวันงาน แต่ก็ไม่กล้าที่จะบอกตรงๆ เกรงจะถูกมอง " ไม่ดี "

 

  สินสอด จึงเป็นเรื่องที่ทำให้เจ้าบ่าวเจ้าสาวต้องอึดอัด การมี " คนนอก " อาจจะเป็นบุคคลใดบุคคลหนึ่งในวงศาคณาญาติที่คุณไว้ใจ เข้ามาคอยช่วยเป็นสื่อกลางเจรจาให้นั้นน่าจะเป็นเรื่องที่ดี แต่ก่อนอื่น คุณสองคนควรที่จะรู้ฐานะการเงินของกันและกัน ความต้องการของตัวคุณเองและความพร้อมของอีกฝ่ายหนึ่ง และที่สำคัญคุณต้องรู้ความคาดหมายของพ่อแม่ของคุณด้วย

 

  ซึ่งมีวิธีเดียวที่จะทำให้รู้แน่ ก็คือ การคุยกับท่านอย่างเปิดอก หากท่านบอกว่า
"
ต้องการให้เข้าตามตรอกออกตามประตูก็พอแล้ว " คุณก็ต้องถามต่ออีกว่า การเข้าตามตรอกออกตามประตูนี้ หมายถึง ไม่ต้องมีอะไรเลย หรือว่าควรจะมีแหวนหมั้นสักวง และเงินสักจำนวนหนึ่ง เมื่อได้รับคำตอบแล้วก็อย่าลังเลที่จะบอกกับคนรักของคุณ เพื่อที่เขาจะได้รู้ตัวและบอกกับพ่อแม่อีกต่อหนึ่ง อย่ามัวแต่อายหรือเกรงใจกัน เพราะถ้าปล่อยให้เขารู้ทีหลัง อาจจะกลายเป็นเรื่องที่ไม่น่าจะอภิรมย์นัก โดยเฉพาะในยามโกธรที่ต่างฝ่ายต่างก็ขุดคุ้ยเรื่องที่ไม่ดีของอี กฝ่ายขึ้นมาโจมตีกัน           เรื่องสินสอดนี้ควรจะจบลงเมื่อม ีการเปิดขันหมากในพิธีสู่ขอ จะมากหรือน้อย สมควรหรือไม่สมควร ก็อย่าได้ปล่อยให้เรื่องนี้ติดตามเข้ามาในชีวิตแต่งงานของคุณ เพราะในสังคมไทย เมื่อแต่งงานกันแล้ว ก็จะได้รับครอบครัวของอีกฝ่ายหนึ่งพ่วงมาด้วย จงอย่าลืมว่า ครอบครัวของใคร ใครก็รัก อย่าให้เกิดความรู้สึกหรือคำพูดทำนองที่ว่า " พ่อแม่เธอดูถูกฉัน " หรือ " บ้านเธองก " เพราะจะเป็นบ่อเกิดแห่งความร้าวฉานที่ใหญ่โตได้      
     
หากคุณยังไม่เคยถามคนสำคัญของคุณว่าคิดอย่างไรเกี่ยวกับสินสอด คุณควรเริ่มถามเสียตั้งแต่วันนี้ เพื่อที่จะได้เข้าใจตรงกัน และเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันจะได้ไม่ต้องเกิดขึ้นกับครอบครัวของคุ ณ

Back to Top
thutiya View Drop Down
New Member
New Member


Joined: 16 Nov 2004
Posts: 81
Post Options Post Options   Quote thutiya Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 12 Dec 2004 at 19:39
สุดยอดสาระประโยชน์มากๆ เลยค่ะ
เลยพลอยได้รับอานิสสงฆ์จากคำถามนี้ด้วยเลย ...
ขอบคุณด้วยคนนะคะ
Back to Top
pikajoo View Drop Down
New Member
New Member
Avatar

Joined: 20 May 2008
Location: Thailand
Posts: 22
Post Options Post Options   Quote pikajoo Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 12 Jun 2008 at 10:29
  ดีจังค่ะ  ได้ทราบข้อมูลเพิ่มเติมเยอะเลย 
Back to Top
gbiwty View Drop Down
Exclusive member
Exclusive member
Avatar

Joined: 03 Oct 2009
Location: Thailand
Posts: 250
Post Options Post Options   Quote gbiwty Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 15 Aug 2010 at 13:12
ขอบคุณสำหรับข้อมูลค่ะ
Back to Top
peet pretty View Drop Down
New Member
New Member
Avatar

Joined: 17 Apr 2013
Location: Thailand
Posts: 8
Post Options Post Options   Quote peet pretty Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 18 Apr 2013 at 20:51
ขอบคุณมากๆค่ะ วทจส. ขอเตรียมตัวเก็บข้อมูลไว้ก่อน
Back to Top
 Post Reply Post Reply

Forum Permissions View Drop Down



This page was generated in 0.148 seconds.