WeddingSquare.com Homepage

สนใจลงโฆษณาตำแหน่งนี้ คลิกที่นี่ดูรายละเอียด
Forum Home Forum Home > ชมรมเจ้าสาว > สะใภ้เมืองจิงโจ้
  New Posts New Posts RSS Feed: ขอวีซ่าออสเตรเลีย และการใช้ชีวิต
  FAQ FAQ  Forum Search   Calendar   Register Register  Login Login

Forum Lockedขอวีซ่าออสเตรเลีย และการใช้ชีวิต



Author
  Topic Search Topic Search  Topic Options Topic Options
bebe1603 View Drop Down
Exclusive member
Exclusive member
Avatar

Joined: 24 Oct 2007
Location: Australia
Online Status: Offline
Posts: 921
Post Options Post Options   Quote bebe1603 Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Topic: ขอวีซ่าออสเตรเลีย และการใช้ชีวิต
    Posted: 22 Dec 2007 at 18:11 Share

บีบีหวังว่าเอกสารและคำแนะนำทั้งหมดนี้จะเป็นประโยชน์ต่อพี่ ๆ เพื่อน ๆ และ น้องๆ ทุกคนน่ะค่ะ เพราะ ทั้งก๊อปปี้มาบ้างทำเองบ้าง อ่านแล้วอาจจะงงกันบ้าง แค่อยากรวบรวมไว้จะได้เปิดหาง่ายๆ ค่ะ

 

รายละเอียดการขอวีซ่าแต่งงานจาก VFS

ภาคภาษาอังกฤษ

 http://www.vfs-au.net/forms/Info_Sheet_1_Partner_English_Jul y06.pdf

ภาคภาษาไทย http://www.vfsau.net/thai/forms/ThaiInformationSheet1PartnerJuly2006.pdf

ขณะนี้ระยะเวลาโดยเฉลี่ยในการพิจารณาใบสมัครขอวีซ่าคือ 3 เดือน ท่านจะได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่หากใบสมัครของท่านอาจใช้เวลาในก ารพิจาณานานกว่า 3 เดือน เนื่องจากใบสมัครหรือหลักฐานของท่านไม่สมบูรณ์ หรือท่านมีประวัติด้านสุขภาพ หรือเคยมีประวัติทำผิดกฎหมายเข้าเมืองของประเทศออสเตรเลีย

สำหรับเอกสารใด ๆ ที่ต้นฉบับมิใช่ภาษาอังกฤษ ท่านต้องยื่นทั้งสำเนาภาษาต้นแบบ และเอกสารการแปลภาษาอังกฤษ

1.       แบบฟอร์มหมายเลข 47SP

2.      แบบฟอร์มหมายเลข 40SP

3.      ค่าธรรมเนียมวีซ่า  42,920 บาท ( 1,390 AUD ) 

4.      รูปถ่ายขนาด 1-2 นิ้ว ท่านละ 2 รูป

5.      สูติบัตร บัตรประจำตัวประชาชน และทะเบียนบ้านของท่าน

6.      ผลการตรวจร่างกายจากสถานพยาบาลที่สถานทูตกำหนด ห้ามเปิดส่งไปทั้งซอง

7.      ใบสอบประวัติอาชญากรรมจากประเทศไทย

8.      หลักฐานสนับสนุนความสัมพันธ์ เช่น

·       ข้อเขียนจากท่านและสปอนเซอร์เกี่ยวกับประวัติความสัมพันธ์ของท่ านคนละ1หน้า

·       จดหมาย

·       อีเมลล์

·       ใบเสร็จค่าโทรศัพท์

·       ภาพถ่าย หลักฐานการโอนเงิน

·       บัญชีเงินฝากที่เปิดร่วมกะแฟน

·       เอกสารแสดงที่อยู่เดียวกะแฟน

·       เอกสารรับรองจากพยาน ( ฟอร์มหมายเลข 888 )

·       ทะเบียนสมรส

9.      หลักฐานการถือสัญชาติออสเตรเลียของสปอนเซอร์

10.  หลักฐานการงานของสปอนเซอร์

·       ใบแจ้งประเมินภาษี

·       เอกสารทางธุรกิจบัญชีย้อนหลังอย่างน้อย 6 เดือน

·       เอกสารการหย่าของ(แฟนเรา) your sponsor’s divorce certificate(s)

 

1.               แบบฟอร์มหมายเลข 47SP ซึ่งจะต้องกรอกให้สมบูรณ์เป็นภาษาอังกฤษและลงนามโดยผู้ขอวีซ่าhttp://www.immi.gov.au/allforms/pdf/47sp.pdf

2.               แบบฟอร์มหมายเลข 40SP ซึ่งจะต้องกรอกให้สมบูรณ์เป็นภาษาอังกฤษและลงนามโดย(แฟนเรา)  http://www.immi.gov.au/allforms/pdf/40sp.pdf

3.               ค่าธรรมเนียมวีซ่า  42,350 บาท ( 1,390 AUD )  ค่าธรรมเนียมวีซ่าสมรส กะ คู่หมั้นเท่ากันจ๊ะ  ถ้ายื่นที่ VFS มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม คือ ค่าเช็ค 35 บาท  ค่าธรรมเนียม VFS 535.- บาท รวมทั้งสิ้น 42,920.- บาท ( ถือเงินสดไปที่ VFS ได้เลยเค้าจะออกเช็คให้เราเอง )

4.               รูปถ่ายขนาด 1-2 นิ้ว ท่านละ 2 รูป

5.               สูติบัตร บัตรประจำตัวประชาชน และทะเบียนบ้านของท่าน ขอได้ที่เทศบาลหรือ ที่ว่าการอำเภอของท่านแล้วนำไปแปลและรับรองจากกงสุล ถ้าไม่อยากเสียตังก็แปลเองตามเวปนี้

www.mfa.go.th/web/804.php

ถ้าไม่อยากเสียตังให้กงสุลให้บินไปที่ออสให้ตำรวจ ที่ออสเซ็นให้ JP หรือ หมอ หรือ ทนายก็ได้

ในกรณีแปลที่นี่ต้องเป็นสถาบันที่เค้ากำหนดเท่านั้น

ข้าพเจ้ารับรองการแปล เฉพาะ ภาษาอังกฤษ  4 ชุด ( ขอวีซ่าคู่สมรส  Spouse Visa ) ค่าธรรมเนียม 800 บาท

อยากแนะนำ รุ่นน้องๆ ว่า  ถ้าเป็นไปได้พอมีเวลาให้แปลเอกสารเองดีกว่าจ๊ะ ไม่ต้องไปจ้างเค้า เก็บเงินไว้จ่ายค่ารับรองดีกว่าจ๊ะ 

เอกสารที่นำไปยื่น

1.ต้นฉบับเอกสาร ( ตัวจริง) + สำเนา  ( ภาษาไทย )     1 ชุด

2.ต้นฉบับการแปล ( ภาษาอังกฤษ )           ;           ; ; ; ; ; ; ; ; ; ;          1 ชุด

3.ใบคำร้องขอรับรองการแปล (โหลดได้จากเว็บไซด์ )

http://www.consular.go.th/modules.php?name=Content&pa=sh owpage&pid=98

เตรียมไปเลย จะได้ไม่เสียเวลานาน เจ้าหน้าที่รับเอกสาร ด้านหน้าจะได้ไม่เสียเวลา ดูเอกสารนาน

การรับรองเอกสารทางไปรษณีย์

มีขั้นตอนดังนี้

เขียนคำร้อง (Download ใบคำร้องได้ที่ ที่นี่

หนังสือมอบอำนาจ (กรณียื่นแทนเจ้าของเอกสาร) Download ได้

สำเนาบัตรประชาชน/PASSPORT ของเจ้าของเอกสาร

สำเนาบัตรประชาชน/PASSPORT ของผู้มอบอำนาจ และผู้รับมอบ

เอกสารที่จะรับรองฉบับจริง พร้อมสำเนา

เอกสารที่แปลแล้ว พร้อมรับรองคำแปลและเซ็นชื่อผู้แปล เช่น รับรองคำแปลถูกต้อง (กรณีแปลภาษาอังกฤษเป็นไทย) หรือ Certified Correct Translation (กรณีแปลภาษาไทยเป็นอังกฤษ)

ซื้อธนาณัติจำนวนเงินค่ารับรองเอกสาร แบบใหม่เริ่ม 11 ตุลาคม 2547 
(
ชุดละ 400 บาท หมายถึง แปลภาษาไทยเป็นอังกฤษ) หรือ
บวกค่าส่ง EMS อีก 50 บาท สั่งจ่าย ปณ.หลักสี่ ในนาม นายอดุลย์ศักดิ์ ชอบช่วยชาติ

ส่งเอกสารทั้งหมดมาที่ คุณอดุลย์ศักดิ์ ชอบช่วยชาติ กองสัญชาติและนิติกรณ์ กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ เลขที่ 123 ถนนแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

สงสัยกรุณาสอบถาม โทร. 02-5751058-9   FAX. 02-5751054
โทร.1111 หรือ โทร.02-9817171 ต่อ 3309 หรือ 3442 หรือ 3303

กรุณาเขียนหมายเลขโทรศัพท์ที่ติดต่อได้สะดวกมาด้วย

สำเนาหนังสือรับรองบริษัท (กรณียื่นแทนบริษัท)

E-mail : consular04@mfa.go.th

 

 

6.               ผลการตรวจร่างกายจากสถานพยาบาลที่สถานทูตกำหนด ห้ามเปิดส่งไปทั้งซอง

ตรวจที่ มงกุฎวัฒนะมา 2,040 บา ท จ๊ะรพ.มงกุฎวัฒนะ  ค่าใช้จ่าย 2,300.- บาท

Mongkutwattana General Hospital
34/40 Chaengwattana Road Tongsonghong Don Muang Bangkok 10500
Telephone: +66 (2) 574 5000-9
Fax: +66 (2) 574 4856
Doctor(s):
Dr Taweekiat Dujneunekunakorn
Dr Suteerat Sanghapaiboon
Dr Dhanarak Staponvorasak
Dr Kasan Seetalarom
(Radiology facility also available)

โรงพยาบาลอื่นตามลิ้งค์นี้ไปเน้อ

http://www.immi.gov.au/contacts/overseas/t/thailand/panel-do ctors.htm

เอกสารการตรวจโรคจากโรงพยาบาล

สิ่งที่ต้องเตรียม

1.พาสปอร์ตเล่มจริง

2. รูปถ่ายขนาด 2 นิ้ว 2 รูป

3.Money

4.ก่อนและหลังประมาณ 1 อาทิตย์ของวันนั้นของเดือนไม่ต้องไปค่ะ เพราะเลือดเราอาจไม่ผ่าน มันจะมีเม็ดเลือดแดงสูงกว่าปกติค่ะ อันนี้คุณหมอเป็นคนบอกค่ะไม่ต้องงดน้ำ และอาหาร ถ้าใครที่กินวิตามิน กินได้ปกติ

เวลา  จ.-ศ. 8.00-16.00

         ส-อ   9.00 - 15.00 น.  มงกุฎวัฒนะ ( ควรโทรเช็คหมอก่อน เพราะเป็นหมอพิเศษ )

**รู้ผลวันตรวจเลย รอประมาณ 2 ชม. เอกสารโรงพยาบาลจะส่งให้ที่สถานฑูตวันรุ่งขึ้นจ๊า**

7.         ใบสอบประวัติอาชญากรรมจากประเทศไทย / ออสเตรเลีย ( ไทยจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ )

ศูนย์บริการออกหนังสือรับรองความประพฤติ
(ฝ่ายอำนวยการ ๕ กองบังคับการอำนวยการ กองบัญชาการตำรวจสันติบาล)
มีหน้าที่ให้บริการออกหนังสือรับรองความประพฤติ สำหรับประชาชน
ที่ประสงค์ไปศึกษาต่อ สมรส ทำงาน หรือขอมีถิ่นที่อยู่ ฯลฯ ยังต่างประเทศ
โดยเปิดให้บริการในวัน จันทร์ – ศุกร์ (ยกเว้นวันหยุดราชการ)

ตั้งแต่เวลา 08.30 – 16.30 น.
โดยไม่หยุดพักกลางวัน และประชาชนไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการให้บริการ

หลักฐานในการประกอบการพิจารณาออกหนังสือรับรองความประพฤติ
1.สำหรับผู้ที่พำนักอยู่ในประเทศไทย
ท่านสามารถเดินทางมาติดต่อขอรับหนังสือรับรองความประพฤติที่ศูน ย์บริการออกหนังสือรับรองความประพฤติได้ด้วยตนเอง โดยต้องจัดเตรียมเอกสารสำหรับกรณีต่าง ๆ ดังนี้

1.1 กรณีบุคคลสัญชาติไทย
1) หนังสือเดินทางพร้อมสำเนา 1 ฉบับ
2) บัตรประจำตัวประชาชน พร้อมสำเนา 1 ฉบับ
3) ทะเบียนบ้านพร้อมสำเนา 1 ฉบับ
4) หากท่านเคยเปลี่ยนชื่อหรือนามสกุลต้องมีหลักฐานการเปลี่ยนชื่อห รือนามสกุลพร้อมสำเนา 1 ฉบับ
5) หลักฐานทางทหาร( สด.8 หรือ สด.43 หรือหนังสือรับรองการเรียน รด.หลักสูตร 3 ปี หรือ 5 ปี
สำหรับชายไทยอายุ 20 ปีขึ้นไป และ สด.9 สำหรับชายไทยอายุ 17 – 19 ปี) พร้อมสำเนา 1 ฉบับ
6) ใบสำคัญการสมรส หรือใบสำคัญการหย่า (ถ้ามี) พร้อมสำเนา 1 ฉบับ
7) หนังสือส่งตัวขอให้ตรวจสอบประวัติจากสถานทูตของแต่ละประเทศที่จ ะเดินทางไป (ถ้ามี)
8) กรณีผู้ร้องขอหนังสือรับรองความประพฤติเป็นผู้เยาว์ ผู้ปกครองหรือผู้ใช้อำนาจ ปกครอง
ต้องเดินทางมาให้ความยินยอมด้วย

1.2 กรณีชาวต่างชาติ
1) หนังสือเดินทาง พร้อมสำเนา 1 ฉบับ
2) เอกสารหลักฐานที่แสดงว่าทำงาน เคยทำงานหรือพำนัก อยู่ในประเทศไทย
3) หนังสืออนุญาตให้ทำงานในประเทศไทย (ถ้ามี) พร้อมสำเนา 1 ฉบับ

2. สำหรับผู้ที่พำนักในต่างประเทศ

ท่านสามารถจัดส่งเอกสารทางไปรษณีย์มายังศูนย์บริการออกหนังสือร ับรองความประพฤติ โดยต้องจัดเตรียมเอกสารสำหรับกรณีต่าง ๆ ดังนี้

2.1 สำหรับบุคคลสัญชาติไทย
1) สำเนาหนังสือเดินทาง
2) สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน
3) สำเนาทะเบียนบ้าน
4) หากท่านเคยเปลี่ยนชื่อหรือนามสกุล ต้องมีสำเนาหลักฐานการเปลี่ยนชื่อหรือนามสกุล
5) สำเนาหลักฐานทางทหาร (สด.8 หรือ สด.43 หรือหนังสือรับรองการเรียน รด. หลักสูตร 3 ปี หรือ 5 ปี
สำหรับชายไทยอายุ 20 ปีขึ้นไปและ สด.9 สำหรับชายไทย อายุ 17-19 ปี)
6) สำเนาใบสำคัญการสมรส หรือใบสำคัญการเหย่า (ถ้ามี)
7) รูปถ่ายขนาด 1 นิ้ว หรือ 2 นิ้ว จำนวน 2 รูป
8) แผ่นพิมพ์ลายนิ้วมือ จำนวน 3 แผ่น (ท่านสามารถติดต่อขอรับพิมพ์ลายนิ้วมือได้ที่สถานีตำรวจในประเท ศนั้น
หรือที่สถานทูตไทยหรือสถานกงสุลไทย ประจำประเทศนั้นๆพร้อมประทับตรารับรองจากเจ้าหน้าที่ผู้พิมพ์ลา ยนิ้วมือด้วย)
9) ซองไปรษณีย์ จ่าหน้าซองถึงตนเองพร้อมติดแสตมป์ เพื่อศูนย์บริการฯ จะได้จัดส่งหนังสือรับรองความประพฤติกลับไปให้

ทั้งนี้ผู้ขอหนังสือรับรองความประพฤติต้องลงชื่อรับรองสำเนาถูก ต้องในเอกสารต่าง ๆ ข้างต้นด้วย

2.2 สำหรับชาวต่างชาติ

1) สำเนาหนังสือเดินทาง
2) เอกสารหลักฐานที่แสดงว่าเคยทำงาน หรือเคยพำนักอยู่ในประเทศไทย
3) สำเนาหนังสืออนุญาตให้ทำงานในประเทศไทย (ถ้ามี)
4) รูปถ่ายขนาด 1นิ้ว หรือ 2 นิ้ว จำนวน 2 รูป
5) แผ่นพิมพ์ลายนิ้วมือ จำนวน 3 แผ่น (ท่านสามารถติดต่อขอพิมพ์ลายนิ้วมือได้ที่สถานีตำรวจในประเทศนั ้นๆ
หรือที่สถานทูตไทยหรือสถานกงสุลไทย ประจำประเทศนั้นๆพร้อมประทับตรารับรองจากเจ้าหน้าที่ผู้พิมพ์ลา ยนิ้วมือด้วย)
6) ซองไปรษณีย์ จ่าหน้าซองถึงตนเองพร้อมติดแสตมป์ เพื่อศูนย์บริการฯจะได้จัดส่งหนังสือรับรองความประพฤติกลับไปให ้

ทั้งนี้ผู้ขอหนังสือรับรองความประพฤติต้องลงชื่อรับรองสำเนาถูก ต้องในเอกสารต่างๆ ข้างต้นด้วย

ระยะเวลาดำเนินการ

หากศูนย์บริการออกหนังสือรับรองความประพฤติตรวจสอบแล้วพบว่าท่า นไม่มีประวัติคดีอาญา
หรือพฤติการณ์ที่เป็นภัยต่อความมั่นคงศูนย์บริการฯจะออกหนังสือ รับรองความประพฤติให้ภายใน
7 วันทำการ

การรับหนังสือรับรองความประพฤติ

สามารถทำได้ 3 วิธี คือ
• มารับด้วยตนเอง
• มอบอำนาจให้ผู้อื่นมารับแทน
• ให้ศูนย์บริการฯจัดส่งหนังสือรับรองความประพฤติให้ทางไปรษณีย์ ทั้งนี้ท่านต้องจัดเตรียมซองไปรษณีย์
จ่าหน้าซองที่อยู่ถึงตัวเองพร้อมติดแสตมป์ เพื่อศูนย์บริการฯจะได้จัดส่งหนังสือรับรองความประพฤติกลับไปให ้ ราคา 40 บาท

การติดตามผลการออกหนังสือรับรองความประพฤติ

ท่านสามารถติดต่อสอบถามผลการออกหนังสือรับรองความประพฤติได้ที่ ศูนย์บริการออกหนังสือรับรองความประพฤติ
หรือทางโทรศัพท์ หรือทาง e-mail ของศูนย์ฯ

สถานที่ตั้งศูนย์บริการออกหนังสือรับรองความประพฤติ และการติดต่อ

ศูนย์บริการออกหนังสือรับรองความประพฤติ
ตั้งอยู่ที่ อาคาร 24 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ถนนพระราม 1 เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330
หมายเลขโทรศัพท์ 0-2205-2168 , 0-2205-2169 Fax 0-2205-2169
mail: pcsc@police.go.th

คำแนะนำเรื่องการเดินทางมายังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และการจอดรถ

จะเป็นการสะดวกที่สุดสำหรับท่านในการเดินทางมายังสำนักงานตำรวจ แห่งชาติ
โดยเดินทางด้วยรถไฟฟ้า BTS มาลงสถานีสยามสแควร์ แต่หากท่านขับรถมาเอง ขอแนะนำว่าจะเป็นการสะดวกกว่า หากท่านจอดรถที่บริเวณศูนย์การค้ารอบๆสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
อาทิ เซ็นทรัลเวิลด์พลาซ่า หรือสยามสแควร์ เนื่องจากที่จอดรถภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติมีจำนวนจำกัด

8.               หลักฐานสนับสนุนความสัมพันธ์เช่น

·      ข้อเขียนจากท่านและสปอนเซอร์เกี่ยวกับประวัติความสัมพันธ์ของท่ าน

เขียนเป็นภาษาอังกฤษ จากเราและแฟน (เขียนคนละฉบับ) ข้อความให้สัมพันธ์กันนะคะ  ตรวจเช็คดี ๆ  ก็เล่าตั้งแต่อดีตที่เริ่มรู้จักกัน จนแต่งงาน  อย่างละเอียดยิบ ตั้งแต่รู้จักกันเมื่อ ไหร่ ที่ไหน อย่างไร ความสัมพันธ์พัฒนาไปอย่างไร และมีแผนในอนาคตอย่างไร

·      จดหมาย พร้อมซอง,การ์ด

·      อีเมลล์ อีเมลที่ส่งหากัน ปริ้นท์ออกมาเก็บไว้ แชทที่คุยกัน

·      ใบเสร็จค่าโทรศัพท์ รายละเอียดการติดต่อทางโทรศัพท์ ต้องปริ้นท์ออกมานะ หรือถ้าใช้รายเดือนก็ให้บริษัทโทรศัพท์เค้าส่งมาได้ย้อนหลังไปห ลายๆเดือนก็ดี ต้องรีบนะเดี๋ยวได้น้อย ข้อความในมือถือ

·      ภาพถ่าย เช่น -รูปถ่ายที่ไปเที่ยวด้วยกัน อยู่ด้วยกับเราและเพื่อนๆหรือครอบครัวขอเราด้วยนะ รูปถ่ายของที่แฟนซื้อให้

·      หลักฐานการโอนเงินใบโอนเงิน ที่เค้าโอนมาให้เรา 

·      เอกสารรับรองจากพยานเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของท่านและสปอนเซอร์

( ฟอร์มหมายเลข 888 ) http://www.immi.gov.au/allforms/pdf/888.pdf

ฟอร์ม 888 จำนวน 2 ฉบับ บุคคลสัญชาติออสเตรเลียยืนยันความสัมพันธ์ของคุญ และแฟน ต้องแนบสำเนาใบเกิดหรือสำเนาหนังสือเดินทางของบุคคลที่เขียนฟอร ์ม 888 ด้วย 888  ของเราเป็นจดหมาย 2 ฉบับจากเพื่อนและพี่สาวสามี  เขียนเล่าว่าทั้งสองคือใคร  อายุเท่าไหร่  ทำงานอะไร    รับรู้ความสัมพันธ์ของเราโดยสามีเล่าให้ฟัง  ตั้งแต่เมื่อไหร่ ,อย่างไร  บรรยายว่าสามีเราเป็นคนอย่างไร (ซึ่งต้องบอกว่าเป็นคนดี&n bsp; มีความมั่นคงในหน้าที่การงานค่ะ....สถานทูตต้องการทราบแบบนั้น)     คบหารู้จักกับสามีเรามานานแค่ไหน   สามีมีความตั้งใจจริงที่จะแต่งงานกับเรา  รักเราจริง   และเขาก็ชื่นชมกับความรักความสัมพันธ์ของเราค่ะ  และยืนยันว่าเป็นเรื่องจริง.....ตัวเองไม่รู้จัก ไม่เคยพบหรือคุยกับเพื่อนและพี่สาวสามี     ; แต่คิดว่า888 ไม่ค่อยซีเรียสนะคะ    case officer แค่เปิดผ่านๆ  ไม่พูดถึงเลยค่ะ.....

·      ทะเบียนสมรส (ในกรณีจดทะเบียนที่ออสเตรเลีย ก็ใช้ได้เลย) ถ้าในไทยก็ต้องเอาไปแปล

ก็ให้แฟนไปขอหนังสือรับรองความเป็นโสด จากสถานฑูต ออสเตรเลีย ที่ ถ.สาทร อย่าลืมให้แฟน เอาพาสปอร์ตตัวจริง แล้วก็สำเนาไปด้วยเผื่อไว้
เสร็จแล้วหา บริษัทแปล แล้วนำเอกสารนั้นไปให้สถานกงศุล ถ.แจ้งวัฒนะรับรอง เอกสารที่แปล ถ้าขอด่วนประมาณ 2 ชมก็ได้  ค่าธรรมเนียม 800 บาท

ทีแรกเจ๊ก็ว่าจะหาที่แปลแล้วไปรับรองที่กงศุลเอง แต่พอดีว่า เกิดเหตุขัดข้องนิดหน่อยเพราะเวลาไม่ทัน เลยจ้าง เอเจนซี่ให้ทำให้ เสียค่าใช้จ่ายทั้งหมด รวมค่าธรรมเนียมกงศุล แค่ 2,000.- บาท  

ค่าแปล 400.-  ค่าธรรมเนียมกงศุล(ด่วน) 800.- ค่าดำเนินการ 800.-
รวมทั้งหมด 2,000.- บาทพอดี  ( ถ้าส่งเอกสารให้เค้าวันนี้ พรุ่งนี้บ่ายก็ได้แล้ว )

พอได้เอกสารแล้วก็ นำเอกสารที่ได้มา ถ่ายเอกสารเก็บไว้ 2 ชุด
เวลาไป ที่อำเภอ เอกสารที่ต้องนำไปคือ

ฝ่ายชาย
1. ใบรับรองความเป็นโสด ที่กงศุล รับรอง + สำเนา 1 ชุด  ( ทางเขตที่จดทะเบียนจะเอาตัวจริงไป )
2. พาสปอร์ตตัวจริง + สำเนา  1 ชุด
3. สำเนาหน้าที่แสตป์ม วันเข้ามาล่าสุด 1 ชุด

ฝ่ายหญิง
1. บัตรประชาชนตัวจริง + สำเนา 2 ชุด
2. สำเนาทะเบียนบ้าน  1 ชุด

ถ้าไปจดที่เขตที่มีทะเบียนบ้านให้นำทะเบียนบ้านตัวจริงไปด้วย จะได้ เปลี่ยนนามสกุล เปลี่ยนบัตรประชาชนได้เลย

พยาน 2 คน ( เขตบางรัก ถ้าไม่มีพยานไปก็ได้ )

·      บัญชีเงินฝากที่เปิดร่วมกะแฟนเรื่องเปิดบัญชีธนาคาร ถ้าคุณถือวีซ่านักท่องเที่ยว หรือ วีซ่าอะไรก็ตาม แล้วคุณต้องการเปิดบัญชีธนาคารที่ออสเตเรีย คุณต้องทำการเปิดภายใน 6 อาทิตย์แรกที่ไปถึงจะไม่ยุ่งยาก และไม่ต้องขอ point ในการเปิดแค่ใช้ พาสปอตกับเงิน 1 เหรียญ ก็สามารถเปิดได้แล้วค่ะแต่ถ้าคุณอยู่เกิน 6 สัปดาห์ ต้องขอ point เพิ่มให้ได้ 100 point ทางเจ้าหน้าที่ธนาคารจะบอกว่าต้อใช้อะไรบ้างค่ะลืมไปค่ะ ถ้าอย่างง่ายที่สุดในการเปิดบัญชีน่ะค่ะ ถ้าคุณคะแนน ไม่ถึง 100 คะแนน แค่คุณมี บัตรเครดิต 1 ใบ passport แล้วก็เงิน 1 aud ก็เปิดได้แล้วค่ะ (สำหรับที่ Melb

·      เอกสารแสดงที่อยู่เดียวกะแฟน(ให้เพื่อน ๆ หรือญาติส่งการ์ด หรือจดหมายมาให้ก็ได้

 

*** เพิ่มเติมเรื่องเอกสารความพันธ์  ของเราใช้แชทที่เคยคุยกันก่อนมาออสเตรเลียพิมพ์ออกมาทั้งหมดเกื อบ ๆ 2000 หน้า ก็เรียงลำดับวันที่ เข้าเล่มให้เรียบร้อย แล้วเราก็ถ่ายรูปของที่แฟนซื้อให้พร้อมการ์ดแล้วก็ระบุวันที่ด้ วย  อันนี้ถ่ายรูปย้อนหลังได้ แล้วก็เอามาจัดรูปแบบตามใจชอบ ของเราเอาลงเวิร์ดแล้วใส่คำบรรยายลงไปแล้วก็พิมพ์เองเผื่อความป ระหยัด ส่วนข้อความในมือถือเราก็เก็บไว้ทั้งหมดแฟนส่งข้อความอะไรมาก็พ ิมพ์ลงเวิร์ด ใส่เวลาวันที่ลงไปด้วย บอกเจ้าหน้าที่ด้วยเวลาเมืองไทย แล้วก็ข้อความอะไรที่เราส่งหาแฟนเราก็เก็บพิมพ์ลงไปด้วย  เจ้าหน้าที่ชมว่าเอกสารเราเตรียมมาดีมาก

9.               หลักฐานการถือสัญชาติออสเตรเลียของสปอนเซอร์ Evidence that your sponsor is an Australian citizen or permanent residentใบเกิด

10.               เอกสารที่เขียนโดนสปอนเซอร์เพื่อให้รายละเอียดเกี่ยวกับประวัติ การอุปถัมภ์ก่อนหน้านี้ทั้งหมดที่สปอนเซอร์เคยให้ กับผู้สมัครวีซ่าถาวรไปประเทศออสเตรเลีย Statutory Declaration from your sponsor detailing about his/her previous sponsorship(s) given to anybody to migrate to Australia

·      หลักฐานการงานของสปอนเซอร์ Evidence of your sponsor’s employment status.

·      หนังสือรับรองรายได้

·      หลักฐานการงานของสปอนเซอร์เพิ่มเติม Other evidence that may establish your sponsor’s financial ability to provide settlement support to the applicant (eg. Evidence of employment, Tax assessment notices, business document if self-employed, superannuation documents if self-funded retiree)

·      บัญชีย้อนหลังอย่างน้อย 6 เดือน

·      เอกสารการหย่าของ(แฟนเรา) your sponsor’s divorce certificate(s)

**สิ่งที่อยากแนะนำ**  ก่อนจะยื่นวีซ่าทุกครั้ง ให้อัพเดทแบบฟอร์มจากเว็บของสถานทูตก่อนน๊ะจ๊ะหวังว่าข้อมุลทั้งหมด จะเป็นประโยชน์แก่รุ่นน้องๆ ต่อไปน๊ะจ๊ะ

 



Edited by bebe1603
bebe1603@hotmail.com
Back to Top
bebe1603 View Drop Down
Exclusive member
Exclusive member
Avatar

Joined: 24 Oct 2007
Location: Australia
Online Status: Offline
Posts: 921
Post Options Post Options   Quote bebe1603 Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 22 Dec 2007 at 18:12 Share

ข้อควรทราบในการเดินทาง (ข้อควรรู้จากกรมศุลกากร)

   การเดินทางออกนอกราชอาณาจักร
   ของต้องห้ามต้องกำกัด
   การนำเงินตราเข้า-ออกประเทศ
    การสำแดงกระเป๋าและสำภาระในการเดินทางเข้าราชอาณาจ ักร
   การชำระอากรปากระวาง
   การยกเว้นภาษีอากรขาเข้าของติดตัวผู้โดยสาร
    อัตราภาษีอากรสำหรับของนำเข้าบางชนิดเป็นอัตราภาษี อากรรวมโดยประมาณ
   การฝากเก็บของไว้ในอารักขาศุลกากร
   การใช้เอกสารค้ำประกันเอ.ที.เอ. คาร์เนท์
   การขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม
    การปฏิบัติพิธีการศุลกากรเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงมีชี วิต
   การซื้อของจากบริเวณชายแดน
    การนำรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์เข้ามาในราชอาณาจักรเ ป็นการชั่วคราว
    การลงโทษผู้กระทำผิดกฎหมายศุลกากรและกฎหมายอื่นที่ เกี่ยวข้อง

















        กรมศุลกากรมี หน้าที่ตามกฏหมายในการดูแลการนำเข้า-ส่งออกสินค้า ป้องกันการลักลอบสินค้า ดูแลของต้องห้ามต้องกำกัดตามกฏหมายต่างๆ ดังนั้นเพื่อเป็นการช่วยเหลืออำนวยความสะดวกต่อผู้ประสงค์จะเดิ นทางเข้า-ออก นักท่องเที่ยวและผู้สนใจทั่วไป กรมศุลกากรจึงมีความยินดีที่จะให้บริการข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับการเดินทางเข้า-ออกซึ่งควรทราบในเว็บไซต์นี้ เป็นความรู้

ข้อแนะนำสำหรับผู้เดินทางเข้า-ออกนอกราชอาณาจักรมีดังนี้
   ก่อนการเดินทางท่านจะต้องเตรียมเอกสารการเดินทางให้พร้อม พึงสนใจศึกษาระเบียบศุลกากร เรื่องของด่านกักกันโรค การตรวจคนเข้าเมือง ชนิดของเงินตราของประเทศที่จะเดินทางไปและอัตราแลกเปลี่ยนตลอดจ นชนิดและปริมาณของที่ได้รับอนุญาตให้ได้รับยกเว้นภาษีอากรเมื่อ นำเข้ามา

   หากมีของเกินกว่าปริมาณที่ได้รับยกเว้นภาษีอากร ให้สำแดงต่อศุลกากรเพื่อชำระภาษีอากรให้ถูกต้อง ในกรณีที่ท่านสงสัยในชนิดและปริมาณของที่ได้รับยกเว้นอากรที่แจ ้งไว้ในแบบสำแดงการนำเข้า ซึ่งท่านจะได้รับก่อนเดินทางเข้าถึงประเทศ โปรดสอบถามเจ้าหน้าที่ศุลกากรประจำการ

   อย่ารับฝากของใดๆจากบุคคลอื่น เนื่องจากท่านจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบถ้าเป็นของผิดกฏหมาย

   พึงสังวรว่าโทษในการครอบครองเป็นเจ้าของยาเสพติดมีโทษหนักมาก ทั้งค่าปรับ การถูกจำคุก หรืออาจถึงขั้นประหารชีวิต

       
กฎหมายและระเบียบพิธีการศุลกากรที่ผู้เดินทางเข้า–ออกประเทศไทย ทางท่าอากาศยานระหว่างประเทศควรทราบ มีดังต่อไปนี้

1. การเดินทางออกนอกราชอาณาจักร ถ้าผู้โดยสารต้องการนำของใช้ส่วนตัวติดตัวออกไประหว่างการเดินท าง เช่น นาฬิกา สร้อยคอ แหวน กล้องถ่ายวีดีโอ กล้องถ่ายรูป วิทยุเทป คอมพิวเตอร์สำหรับพกพา ฯลฯ และประสงค์จะนำกลับมาภายในประเทศโดยได้รับยกเว้นอากร ผู้โดยสารจะต้องนำของดังกล่าว พร้อมบัตรที่นั่งบนเครื่องบิน (Boarding Pass) หนังสือเดินทาง และตั๋วโดยสาร มาแสดงแก่เจ้าหน้าที่ศุลกากรก่อนเดินทางเพื่อบันทึกรายละเอียดแ ละรับสำเนาเอกสารไว้สำหรับแสดงต่อเจ้าหน้าที่ศุลกากรประจำช่องต รวจสีแดงในวันเดินทางกลับเข้ามาประเทศไทย ภายใต้เงื่อนไขดังนี้

     เป็นของเก่าใช้แล้วและมีจำนวน / ปริมาณพอสมควรแก่ฐานะ
   มีเครื่องหมาย เลขหมายให้ตรวจสอบได้ง่าย

หากผู้โดยสารมีของที่มิใช่ของใช้ส่วนตัว แต่มีลักษณะเป็นสินค้า โปรดติดต่อเจ้าหน้าที่ศุลกากรล่วงหน้าเพื่อแนะนำไปปฏิบัติพิธีก ารศุลกากรก่อนการเดินทาง

2. ของต้องห้ามต้องกำกัด

  2.1 ของต้องห้าม หมายถึง  ของที่ห้ามไม่ให้นำเข้ามาหรือส่งออกไปนอกรา ชอาณาจักร เช่น
               ยาเสพติดให้โทษ
               วัตถุระเบิด
               สิ่งพิมพ์หรือวัตถุลามก
               สัตว์ป่าสงวน

2.2 ของต้องกำกัด หมายถึงของบางชนิดที่มีกฎหมายควบคุมการนำเข้าและส่งออกผู้ที่ปร ะสงค์จะนำเข้าหรือส่งออกไปต้องได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากส่วนร าชการที่เกี่ยวข้องและนำมาแสดงต่อเจ้าหน้าที่ศุลกากรในขณะนำเข้ าและส่งออกด้วยเช่น
               พระพุทธรูป ศาสนาวัตถุ โบราณวัตถุ (กรมศิลปากร)
               สัตว์ป่าสงวนหรือสัตว์เลี้ยง เช่น นก ลิง แมว ฯลฯ(กรมป่าไม้หรือกรมปศุสัตว์)
               สัตว์มีชีวิตและซากสัตว์ (กรมปศุสัตว์)
               พันธุ์พืช เช่น ทุเรียน ลำไย ฯลฯ (กรมวิชาการเกษตร)
               อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด (สำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือ กระทรวงกลาโหม)
               ยาและเคมีภัณฑ์บางชนิด (สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา)

3. การนำเงินตราเข้า-ออกประเทศ

         ผู้โดย สารสามารถนำเงินตราไทย-เงินตราต่างประเทศหรือปัจจัยการชำระเงิน ตราต่างประเทศเข้ามาหรือออกไปนอกราชอาณาจักรไทยได้ตามมูลค่าที่ กฎหมายกำหนด โดยไม่ต้องขออนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย ดังนี้

  3.1 เงินไทย ผู้โดยสารสามารถนำติดตัวเดินทางไปต่างประเทศได้ คนละไม่เกิน 50,000 บาท ยกเว้นนำออกไปยังประเทศที่มีพรมแดนติดกับประเทศไทย เช่น พม่า สปป ลาว เขมร มาเลเซียและเวียดนาม นำออกได้คนละไม่เกิน 500,000 บาท ในกรณี การนำเข้า ผู้โดยสารสามารถนำเงินตราไทยนำเข้าได้ไม่จำกัดมูลค่า

3.2 เงินตราต่างประเทศหรือปัจจัยการชำระเงินตราต่างประเทศ ผู้โดยสารสามารถนำติดตัวไปต่างประเทศหรือนำเข้ามาได้ไม่จำกัดมู ลค่าและผู้เดินทางผ่านหรือผู้ที่เข้ามาในราชอาณาจักรชั่วระยะเว ลาที่กำหนดในตั๋วเดินทางผ่านหรือตั๋วเดินทางไปกลับก็สามารถนำเง ินตราต่างประเทศ ติดตัวเข้ามาในประเทศไทยไม่จำกัดมูลค่าเช่นกัน

3.3 หากผู้โดยสารต้องการนำเงินตราไทยออกนอกราชอาณาจักรมูลค่าเกินกว ่าที่กฎหมายกำหนด ต้องขออนุญาตธนาคารแห่งประเทศไทย และ นำหลักฐานการได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธต.5) มาแสดงต่อเจ้าหน้าที่ศุลกากร ณ ท่าอากาศยานระหว่างประเทศในขณะเดินทางออกนอกประเทศ

4. การสำแดงกระเป๋าและสัมภาระในการเดินทางเข้าราชอาณาจักร

  (1) ผู้โดยสารต้องกรอกรายการในแบบสำแดงสิ่งของติดตัวผู้โดยสาร (แบบ 211) และยื่นแบบฟอร์มดังกล่าวต่อเจ้าหน้าที่ศุลกากรขณะนำกระเป๋า สัมภาระผ่านเจ้าหน้าที่ศุลกากร

(2) ผู้ไม่มีของต้องเสียภาษีอากร ของต้องห้าม ของต้องกำกัดให้ยื่นแบบสำแดงสิ่งของติดตัวผู้โดยสารแก่เจ้าหน้า ที่ศุลกากรในช่องเขียวซึ่งมีป้ายเขียนไว้ว่า"ไม่มีของสำแดง"

(3) ผู้ที่มีของต้องเสียภาษีอากร ของต้องห้าม ของต้องกำกัด หรือไม่แน่ใจว่าของที่นำเข้ามานั้น ต้องเสียภาษีอากรหรือไม่ ให้ยื่นแบบสำแดงสิ่งของติดตัวผู้โดยสารแก่เจ้าหน้าที่ศุลกากรใน ช่องแดง ซึ่งมีป้ายเขียนไว้ว่า "มีของต้องสำแดง"

5. การชำระอากรปากระวาง

        ของทุกชนิดที่นำเข้ามาในประเทศไทยต้องชำระค่าภาษีอากรและปฏิบัต ิตามกฎหมายศุลกากรและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องสำหรับการชำระอากร ปากระวางสำหรับของติดตัวผู้โดยสารมีหลักเกณฑ์และเงื่อนไขดังนี้

          เป็นของที่นำเข้ามาใช้เอง และมีจำนวนเห็นได้ชัดว่ามิใช่เพื่อการค้า
          ของมูลค่าไม่เกิน 80,000 บาท
          ผู้โดยสารสามารถชำระค่าภาษีอากรได้เป็นเงินสด ณ วันนำเข้า

      กรณีไม่เข้าหลักเกณฑ์ดังกล่าวเจ้าหน้าที่ศุลกากรจะส่งของทั้งหม ดไปปฏิบัติพิธีการศุลกากรที่งานของติดตัวผู้โดยสารฝ่ายตรวจสินค ้า
ขาเข้าที่ 1 ส่วนการนำเข้า โดยผู้โดยสารจะได้รับใบส่งของ (แบบ 466) ไว้เป็นหลักฐาน

6. การยกเว้นภาษีอากรขาเข้าของติดตัวผู้โดยสาร
ของดังต่อไปนี้ที่ผู้โดยสารนำติดตัวเข้ามาจะได้รับยกเว้นอากรขา เข้า

             บุหรี่ไม่เกิน 200 มวน หรือซิการ์และยาเส้น น้ำหนักไม่เกิน 250 กรัม
           สุรา 1 ลิตร
            ของใช้ส่วนตัวที่เจ้าของนำเข้ามาพร้อมกับตนสำหรับใช้เองหรือใช้ ในวิชาชีพและจำนวนพอสมควรแก่ฐานะและมูลค่าไม่เกิน
               10,000 บาท และไม่มีลักษณะเป็นการค้า เช่น เครื่องแต่งกาย เครื่องสำอาง เครื่องประดับ รองเท้า นาฬิกา แว่นตา น้ำหอม         
                เป็นต้น ทั้งนี้ผู้โดยสารต้องมี เอกสารใบเสร็จรับเงินมาแสดงเป็นหลักฐานประกอบด้วย หากไม่มีเอกสารใบเสร็จรับเงิน เจ้าหน้าที่
                ศุลกากรจะใช้ หลักฐานอื่นประกอบ
            ของใช้ในบ้านเรือนเก่าใช้แล้วที่เจ้าของนำเข้ามาพร้อมกับตนเนื่ องจากการย้ายภูมิลำเนาและมีจำนวนพอสมควรแก่ฐานะ

7. อัตราภาษีอากรสำหรับของนำเข้าบางชนิดเป็นอัตราภาษีอากรรวมโดยปร ะมาณ

 
ชนิดของ
อัตราภาษีอากร
เครื่องรับวิทยุ วิทยุ-เทป 30% ของราคา
เครื่องรับโทรทัศน์ 30% ของราคา
เครื่องเล่นวีดีโอ 40% ของราคา
กล้องถ่ายวีดีโอ 15 - 50% ของราคา
กล้องถ่ายรูป 10 - 15% ของราคา
ของเด็กเล่น 20 - 40% ของราคา
เสื้อผ้าสำเร็จรูป 30 - 75% ของราคา
เครื่องประดับ กระเป๋า รองเท้า เข็มขัดหนัง 50 - 120% ของราคา
เครื่องสำอางสำเร็จรูป 30 - 80% ของราคา
  หมายเหตุ : อัตรานี้ยังไม่รวมภาษีอากรประเภทอื่นๆ อาทิ ค่าภาษีมูลค่าเพิ่ม

8.
การฝากเก็บของไว้ในอารักขาศุลกากร  
ผู้โดยสารที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทยและมีของที่ต้องชำระภาษีอ ากรของต้องกำกัดซึ่งไม่ประสงค์จะนำเข้ามาใช้ในประเทศไทยสามารถน ำของดังกล่าวมาฝากเก็บไว้ในอารักขาศุลกากรได้ ณสำนักงานศุลกากรท่าอากาศยานที่เดินทางเข้ามาเป็นเวลาไม่เกิน2เ ดือนโดยต้องแสดงตั๋วเดินทาง ไปประเทศที่สาม ณ เวลาที่นำของมาฝากและชำระค่าธรรมเนียมในอัตราที่กำหนดด้วยในวัน เดินทางออกนอกราชอาณาจักรผู้โดยสารสามารถขอรับของ ดังกล่าวคืนโดยแจ้งเจ้าหน้าที่สายการบินขณะยื่นตั๋วเดินทาง
               อัตราค่าธรรมเนียมในการรับฝาก (หีบห่อหนึ่งถ้ามีน้ำหนักรวมสิ่งห่อหุ้ม)
 
 
น้ำหนักหีบห่อ
ค่าธรรมเนียมต่อวัน (บาท)
1.
ไม่เกิน 20 กก.
40
2.
เกิน 20 กก. แต่ไม่เกิน 40 กก.
80
3.
เกิน 40 กก.
150
  หมายเหตุ : เศษของวันให้นับเป็น 1 วัน

9.
การใช้เอกสารค้ำประกัน เอ.ที.เอ. คาร์เนท์    ผู้โดยสารนำของเข้าประเทศไทยเป็นการชั่วคราวเพื่อเป็นตัวอย่างส ินค้า เพื่อแสดงนิทรรศการ เพื่อใช้ในวิชาชีพหรือเพื่อวัตถุประสงค์ทางวิทยาศาสตร์และจะส่ง กลับออกไปโดยใช้เอกสารค้ำประกัน เอ ที เอ คาร์เนท์ ให้แจ้งเจ้าหน้าที่ศุลกากรประจำช่องตรวจสีแดงและผ่านพิธีการศุล กากร ณ ที่ทำการศุลกากรขาเข้า ส่วนตรวจของผู้โดยสาร สำนักงานศุลกากรท่าอากาศยานกรุงเทพหรือสถานที่ตามที่สำนักงานศุ ลกากรภูมิภาคกำหนดในวันเดินทางออกนอกราชอาณาจักร ผู้โดยสารจะต้องยื่นเอกสารค้ำประกัน เอ.ที.เอ คาร์เนท์และนำของดังกล่าวมาแสดงต่อเจ้าหน้าที่ศุลกากรขาออกเพื่ อตรวจสอบ มิฉะนั้นจะถือว่าของนั้นมิได้มีการส่งกลับออกไปและจะถูกเรียกเก ็บภาษีอากรในภายหลังสำหรับผู้นำของออกนอกราชอาณาจักรชั่วคราวแล ะจะนำกลับเข้ามาในราชอาณาจักรในภายหลังโดยใช้เอกสารค้ำประกันเอ ที เอ คาร์เนท์ จะต้องปฏิบัติพิธีการศุลกากรในทำนองเดียวกันกับการนำเข้า

10. การคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม 
  นักท่องเที่ยวที่มีสิทธิขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มต้อง
    1. ไม่เป็นผู้ที่มีสัญชาติไทยและไม่ได้เป็นผู้ที่อยู่ในประเทศไทย ถึง 180 วันในปีภาษี
2. ไม่เป็นนักบินหรือลูกเรือของสายการบินที่เดินทางออกจากประเทศไท ย
3. เดินทางออกจากประเทศไทยโดยเครื่องบิน ณ ท่าอากาศยานระหว่างประเทศ
        ส่วนตรวจของผู้โดยสาร สำนักงานศุลกากรท่าอากาศยานกรุงเทพ จะจัดเจ้าหน้าที่ศุลกากรประจำที่ทำการศุลกากรขาออก ทำหน้าที่ตรวจรับรองสินค้าที่ขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มแก่ผู้เดินทา งออกนอกราชอาณาจักร ณ จุดตรวจในห้องโถงผู้โดยสารระหว่างประเทศขาออก ก่อนที่ผู่โดยสารจะนำของเข้า CHECK IN ที่เคาน์เตอร์ของสายการบิน การตรวจสอบให้ปฏิบัติดังนี้

       เจ้าหน้าที่ศุลกากรตรวจสอบหนังสือเดินทางและรายการสินค้าที่ระบ ุในใบคำร้องขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับนักท่องเที่ยว (ภ.พ.10) ของผู้เดินทางออกราชอาณาจักรพร้อมใบกำกับภาษีที่นำมแสดง
    (ก) กรณีตรวจพบรายการสินค้าครบถ้วนถูกต้อง จะรับรองสินค้าครบจำนวนในช่องสำหรับศุลกากรในใบคำร้องขอคืนภาษี มูลค่าเพิ่มพร้อมทั้งลงลายมือชื่อและประทับตราศุลกากรไว้เป็นหล ักฐาน
(ข) กรณีตรวจพบรายการสินค้าไม่ครบตามจำนวน จะขีดฆ่ารายการสินค้าที่ไม่พบในใบคำร้องขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มออ กพร้อมลงลายมือชื่อกำกับและให้ระบุหมายเลขรายการที่ไม่พบไว้ในช ่องสำหรับศุลกากร รวมทั้งลงลายมือชื่อและประทับตราศุลกากรไว้เป็นหลักฐาน
(ค) ติดสติ๊กเกอร์ที่หีบห่อสัมภาระหรือกระเป๋าเดินทางที่บรรจุสินค้ านั้น แล้วส่งมอบให้ผู้เดินทางพร้อมใบคำร้อง (ก.พ.10) เพื่อเป็นหลักฐานในการขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มกับเจ้าหน้าที่สรรพา กรที่ประจำ ณ ท่าอากาศยานกรุงเทพระหว่างประเทศต่อไป
       สำหรับด่านศุลกากรท ่าอากาศยานระหว่างประเทศในส่วนภูมิภาคให้ถือปฏิบัติตามระเบียบน ี้โดยอนุโลม

       กรณีสินค้าชิ้นเล็ก ราคาแพงประเภทอัญมณี ที่ประกอบขึ้นเป็นตัวเรือนหรือของรูปพรรณ ทองรูปพรรณ นาฬิกา แว่นตา หรือปากกา หลังผ่านการตรวจประทับตราจากเจ้าหน้าที่ศุลกากรแล้วให้นำไปแสดง ต่อเจ้าหน้าที่สรรพากรเพื่อตรวจสินค้าอีกครั้งหนึ่ง ณ สำนักงานคืนภาษีมูลค่าเพิ่มให้นักท่องเที่ยว
  
11.
การปฏิบัติพิธีการศุลกากรเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงมีชีวิต

         ผู้โดยสารที่นำสัตว์เลี้ยงติดตัวเข้ามาพร้อมกับตนโดยไม่มีลักษณ ะทางการค้า หรือนำสุนัขและแมวเข้ามาในราชอาณาจักร ณ สำนักงานศุลกากรท่าอากาศยานกรุงเทพและภูมิภาค ทั้งแบบที่ไม่นำติดตัวเข้ามา (UNACCOMPANIED BAGGAGE) แต่นำเข้ามาในระวางบรรทุก (CARGO FREIGHT) และแบบนำติดตัวเข้ามา (ACCOMPANIED BAGGAGE) มีข้อแนะนำในการปฏิบัติพิธีการศุลกากร ดังนี้

  11.1 เอกสารที่ควรจัดเตรียมในการนำเข้าสัตว์เลี้ยงมีชีวิต

  (1) ใบขนสินค้าขาเข้าพิเศษฯ (กศก.102)
(2) หนังสือเดินทาง (PASSPORT)
(3) ต้นฉบับใบตราส่งสินค้าทางอากาศ (AIR WAYBILL)ในกรณีที่ยังไม่ได้รับต้นฉบับ AWB ให้ใช้เอกสารอย่างหนึ่งอย่างใด ดังนี้
           สำเนา AIR WAYBILL ฉบับผู้โดยสาร หรือ
           สำเนา AIR WAYBILL ฉบับที่บริษัทตัวแทนสายการบินรับรอง หรือ
           สำเนา AIR WAYBILL ฉบับ SHIPPER หรือ
           HEALTH CERTIFICATE หรือ
           PEDIGREE หรือ
           ใบเสร็จค่าระวางบรรทุก หรือ
           หลักฐานอื่นๆ ที่แสดงความเป็นเจ้าของ
(4) ใบแจ้งอนุมัตินำสัตว์หรือซากสัตว์เข้าและผ่านราชอาณาจักร (ร.6) และ/หรือใบอนุญาตนำสัตว์หรือซากสัตว์เข้ามาในราชอาณาจักร(ร.7) ในกรณีที่ด่านกักกันสัตว์ระหว่างประเทศด่านศุลกากรทางอากาศกองค วบคุมโรคระบาด กรมปศุสัตว์ ได้ออกเฉพาะใบแจ้งอนุมัตนำสัตว์หรือซากสัตว์เข้าและผ่านราชอาณา จักร (ร.6) เท่านั้น กรมศุลกากรจะตรวจปล่อยและส่งมอบสัตว์มีชีวิตให้แก่เจ้าหน้าที่ป ระจำด่านกักกันสัตว์ระหว่างประเทศ
(5) คำร้องขอยกเว้นอากร (กรณีนำเข้าชั่วคราว)
(6) สัญญาประกันทัณฑ์บน (กรณีนำเข้าชั่วคราว)

11.2 ขั้นตอนการปฏิบัติพิธีการศุลกากรการนำเข้าสัตว์เลี้ยงมีชีวิต

  (1) ผู้โดยสารหรือตัวแทนที่ได้รับมอบอำนาจโดยถูกต้องยื่นต้นฉบับใบข นสินค้าขาเข้าพิเศษฯ (กศก.102) และเอกสารประกอบตามข้อ 11.1 พร้อมสำเนาอย่างละ 1 ชุดต่อฝ่ายตรวจสินค้าขาเข้าของสำนักงานศุลกากรท่าอากาศยานที่นำ เข้า

(2) กรณีการนำเข้าชั่วคราว กรมศุลกากรทำการตรวจสอบเอกสารเสนอขอยกเว้นอากร ตรวจสอบการคำนวณราคาของ และค่าภาษีอากรเพื่อวางประกันและทำสัญญาประกันทัณฑ์บนไว้หากถูก ต้องจะออกเลขที่ยกเว้นอากรและสั่งการตรวจ หลังจากนั้นจะมอบเอกสารทั้งหมดคืนให้ผู้นำเข้า

(3) กรณีการนำเข้าถาวร กรมศุลกากรทำการตรวจสอบเอกสาร การคำนวณราคาของ หากถูกต้องจะออกเลขที่ใบขนสินค้า และมอบเอกสารทั้งหมดคืนให้ผู้นำเข้าเพื่อนำไปชำระภาษีอากรที่ฝ่ ายบัญชีและอากร

(4) ผู้นำของเข้านำใบขนสินค้าฯ พร้อมเอกสารและหลักฐานการชำระอากร หลักฐานการชำระประกันค่าภาษี (แล้วแต่กรณี) ไปแสดงที่ส่วนตรวจสินค้าเพื่อขอรับของออกจากอารักขาศุลกากร

(5) กรณีการนำเข้าชั่วคราว เมื่อกรมศุลกากรทำการการตรวจปล่อยเรียบร้อยแล้วจะมอบสำเนาใบขนส ินค้าขาเข้าพิเศษและสำเนาสัญญาประกันทัณฑ์บนแก่ผู้โดยสารหรือตั วแทนเพื่อไว้ใช้เป็นหลักฐานประกอบการส่งออก

11.3 ข้อควรทราบในการนำเข้าสัตว์เลี้ยงมีชีวิต

  (1) การนำเข้าสัตว์เลี้ยงมีชีวิตชั่วคราว ผู้โดยสารหรือตัวแทนต้องทำสัญญาประกันและทัณฑ์บนกับกรมศุลกากรว ่าจะส่งออกไปภายใน 6 เดือนนับแต่วันนำของเข้าตามแบบที่กำหนดโดยให้ระบุด่านศุลกากรที ่จะส่งกลับออกไปและใช้หนังสือค้ำประกันของธนาคาร หรือบุคคลที่เชื่อถือได้

(2) การไม่นำสัตว์ที่นำเข้ามาเป็นการชั่วคราวกลับออกไป ผู้นำของเข้าต้องชดใช้เงินตามสัญญาประกันที่ให้ไว้ และอาจถูกดำเนินคดีฐานหลีกเลี่ยงการชำระค่าภาษีอากร และ/หรือ หลีกเลี่ยงข้อกำกัดของกฎหมายอันมีโทษปรับ หรือจำคุก หรือทั้งจำทั้งปรับตามกฏหมายศุลกากรอีกด้วย

12. การซื้อของจากบริเวณชายแดน

       ภาษีอากรเป็นรายได้ ที่สำคัญที่สุดของประเทศผู้ชำระภาษีอากรตามหน้าที่โดยถูกต้องจึ งมีส่วนร่วมในการทะนุบำรุงและนำความเจริญมาสู่บ้านเมือง ส่วนผู้ที่ลักลอบหรือหลีกเลี่ยงไม่ชำระภาษีอากรมุ่งแต่ประโยชน์ ส่วนตนนับได้ว่าเป็นผู้บั่นทอนความมั่นคงทางเศรษฐกิจของชาติเป็ นการฉ้อโกงเอา เปรียบคนอื่นทั้งประเทศผู้ที่ซื้อสินค้าหนีภาษีทั้งที่พึงทราบไ ด้จากราคาที่ต่ำผิดปกติมีส่วนสนับสนุนการลักลอบหรือหลีกเลี่ยงโ ดยตรงสินค้าหนีภาษีที่ ซื้อไปจึงอยู่ในข่ายที่จะต้องถูกริบตามกฎหมายและอาจถูกดำเนินคด ีด้วย

        การป้องกันและปราบปรามการลักลอบหนีภาษีเนื่องจากไม่อยู่ในวิสัย ที่จะสกัดกั้นมิให้มีการลักลอบข้ามพรมแดนเข้ามาได้เต็มที่จึงจำ เป็นต้องใช้มาตรการอื่นด้วยเช่น การสืบจับแหล่งเก็บหรือค้าของเถื่อน และตรวจตรา ณ บางจุดในประเทศตามความเหมาะสมซึ่งบางครั้งอาจก่อให้เกิดความรู้ สึกว่า เกินความจำเป็นไม่สะดวกหรือไม่เป็นธรรมขึ้นได้

       กรมศุลกากร ใคร่ขอความร่วมมือจากท่านได้โปรดเข้าใจในการปฎิบัติงานของเจ้าห น้าที่และทำตามข้อแนะนำ ดังต่อไปนี้ในการซื้อของจากบริเวณชายแดน

  (1) สินค้าที่ขายในราคาต่ำกว่าปกติในท้องตลาดทั่วไปมาก ควรถือไว้ก่อนว่าเป็นสินค้าที่ลักลอบเข้ามาจำหน่ายจึงไม่ควรซื้ อสินค้าดังกล่าว เพื่อช่วยกันขจัดการลักลอบ และจะได้ไม่เกิดปัญหาขึ้นภายหลัง

(2) ในกรณีที่จำเป็นต้องซื้อสินค้าจากบริเวณใกล้ชายแดน และนำติดตัวในการเดินทางไปมาในประเทศ หากซื้อสินค้าเป็นจำนวนมาก หรือเป็นสินค้าที่มีราคาสูงเช่นวิทยุ โทรทัศน์ และเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆให้เรียกใบเสร็จรับเงินจากผู้ขายเป็นหล ักฐาน โดย ตรวจสอบว่าใบเสร็จรับเงินนั้นๆได้ออกโดยถูกต้องและเป็นไปตามควา มจริง (ใบเสร็จของร้านขายจริง)

(3) ในกรณีที่เจ้าหน้าที่อาจสงสัยหรือสอบถามเกี่ยวกับของที่ซื้อมาใ ห้แสดงใบเสร็จรับเงินดังกล่าว

(4) หากมีปัญหาใดๆ เกี่ยวกับการปฎิบัติของเจ้าหน้าที่ศุลกากร ให้ติดต่อและแจ้งให้ด่านศุลกากร สำนักงานศุลกากรเขตที่อยู่ใกล้เคียง หรือ กรมศุลกากรทราบ


13. การนำรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์เข้ามาในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคร าว

13.1 รถยนต์ขนส่งสินค้าหรือรถโดยสารประจำทาง
        หากเป็นรถที่ จดทะเบียนและได้รับอนุญาตแล้ว ให้เดินทางเข้าออกได้ตามปกติ โดยไม่ต้องทำสัญญาประกันทัณฑ์บนหรือยื่นใบขนสินค้าสำหรับตัวรถ แต่ถ้าเป็นรถที่ยังมิได้ชำระอากรขาเข้าจะต้องยื่นใบขนสินค้าและ สัญญาประกันทัณฑ์บน วางเงินสดหรือหลักทรัพย์ไว้ขณะนำเข้าครั้งแรกให้คุ้มค่าภาษีเสี ยก่อน ในครั้งต่อไปให้เข้า-ออกได้ตราบเท่าที่ยังอยู่ในอายุสัญญา

13.2 รถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ที่ผู้เดินทางเข้าออกประจำนำเข้ามาชั่ว คราว
        จะต้องยื่นบั ตรอนุญาตที่เรียกว่า "บัตรอนุญาตให้นำรถยนต์/รถจักรยานยนต์เข้ามาในราชอาณาจักรเป็นก ารชั่วคราว" (Customs Pass) ต่อด่านศุลกากรที่ประสงค์จะนำเข้า บัตรนี้จัดทำขึ้นเป็น 3 ฉบับ เก็บไว้ที่สำนักงานศุลกากรภาค 1 ฉบับ ที่ด่านศุลกากรต้นทางนำเข้า 1 ฉบับ และผู้นำเข้าถือไว้ 1 ฉบับ เพื่อติดไว้กับรถให้ตรวจสอบบัตรนี้มีอายุการใช้งาน 1 ปีนับจากวันได้รับอนุญาต
        ทุกครั้งที่ม ีการนำรถเข้าออก ผู้นำเข้าจะต้องยื่นใบขนสินค้าพิเศษพร้อมสำเนา 1 ฉบับ ให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบกับบัตรอนุญาตที่ติดประจำรถเพื่ออนุญาตให ้เข้าออกได้

13.3 การนำรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์เข้ามาชั่วคราว
        ผู้นำเข้าจะต ้องยื่นใบขนสินค้าพิเศษพร้อมสำเนา 5 ฉบับ แบบธุรกิจต่างประเทศ (ธ.ต.2) 1 ฉบับ พร้อมวางประกันด้วยเงินสดหรือหนังสือค้ำประกันของธนาคาร ในวงเงินประกัน โดยถือราคาบวกภาษีอากรทุกประเภทรวมกัน อย่างไรก็ตามการนำเข้ารถจักรยานยนต์ทางสำนักงานศุลกากรท่าอากาศ ยานกรุงเทพ สำนักงานศุลกากรท่าเรือกรุงเทพ สำนักงานศุลกากรกรุงเทพ ให้ค้ำประกันตัวเองได้ สำหรับด่านศุลกากรภูมิภาคอาจให้บุคคลค้ำประกัน หรือกรณีไม่สามารถจะวางประกันได้จริงๆ ก็อาจอนุญาตให้ค้ำประกันตนเองได้เช่นกัน
        การทำสัญญาปร ะกันกำหนดระยะเวลาให้นำเข้ามาได้ไม่เกิน 2 เดือน หากขอระยะเวลาเกิน 2 เดือนแต่ไม่เกิน 6 เดือน จะต้องแสดงเหตุผลพิเศษให้เป็นที่พอใจจึงจะอนุญาตได้



14. การลงโทษผู้กระทำผิดกฎหมายศุลกากรและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง

        ผู้โดยสารที่ นำของต้องชำระค่าภาษีอากร ของต้องห้าม ของต้องกำกัดเข้ามาในประเทศไทยโดยไม่สำแดงหรือสำแดงไม่ถูกต้อง จะได้รับโทษตามกฎหมายศุลกากร ดังนี้

14.1 ในกรณีที่เจ้าหน้าที่ตรวจพบและจับกุมผู้ต้องหาขณะอยู่ในช่องเขี ยว (Green Channel) จะถูกปรับ 1 เท่าของราคาของบวกค่าภาษีอากรกับอีก 1 เท่าของภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีสรรพสามิต ภาษีเพื่อมหาดไทย (ถ้ามี) และผู้ต้องหาต้องยกของกลางให้เป็นของแผ่นดิน

14.2 ในกรณีที่เจ้าหน้าที่ตรวจพบและจับกุมผู้ต้องหาภายหลังผ่านพ้นช่ องเขียว (Green Channel) และขณะที่ นำของผ่านออกไปนั้นมิได้เข้ามาในลักษณะซุกซ่อนเพื่อไม่ให้เจ้าห น้าที่ตรวจพบผู้ต้องหาจะถูกปรับ 2 เท่าของของราคาของบวกค่าภาษีอากรกับอีก 1เท่าของภาษีมูลค่าเพิ่มภาษีสรรพสามิตภาษีเพื่อมหาดไทย(ถ้ามี)แ ละผู้ต้องหาต้องยกของกลางให้เป็นของแผ่นดินในกรณีที่นำเข้ามาใน ลักษณะซุกซ่อนให้ปรับ 4 เท่าของของราคาของบวกค่าภาษีอากรและผู้ต้องหาต้องยกของกลางให้เ ป็นของแผ่นดิน

14.3 ในกรณีของที่ลักลอบนำเข้ามาเป็นของที่ไม่ต้องชำระอากรศุลกากร ไม่ว่าจะตรวจพบในช่องเขียว (Green Channel) หรือผ่านพ้นช่องเขียวไปแล้วก็ตาม ถือเป็นของซึ่งมิได้ผ่านพิธีการศุลกากร ผู้ต้องหาต้องยกของกลางให้เป็นของแผ่นดิน

รายละเอียดเพิ่มเติม : http://www.customs.go.th/index.jsp



Edited by bebe1603
bebe1603@hotmail.com
Back to Top
bebe1603 View Drop Down
Exclusive member
Exclusive member
Avatar

Joined: 24 Oct 2007
Location: Australia
Online Status: Offline
Posts: 921
Post Options Post Options   Quote bebe1603 Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 22 Dec 2007 at 18:16 Share

สรรสารระ และคำถามคำตอบน่ารู้เกียวกับการจดทะเบียนสมรสกับชาวต่างชาติและ อื่นๆ

1.  ปัญหาเกี่ยวกับการรับรองเอกสาร


ถาม กระทรวง รับรองคำแปลภาษาอะไรบ้าง ?
 
ตอบ รับรองภาษาไทยและภาษาอังกฤษ
 

ถาม การแต่งงานกับคนต่างชาติจะต้องทำอย่างไรบ้าง ?
 
ตอบ
1. ถ้าจะจดทะเบียนสมรสในประเทศไทย : คนต่างชาติจะต้องมีหนังสือรับรองความเป็นโสด ซึ่งออกโดยสถานทูตของคนต่างชาตินั้น พร้อมทั้งแปลเป็นภาษาไทย และนำไปรับรองเอกสารถูกต้อง ก่อนที่จะไปจดทะเบียนสมรสที่อำเภอที่ต้องการ
 
2. ถ้าจะไปจดทะเบียนสมรสในต่างประเทศ : ต้องสอบถามสถานทูตของประเทศนั้น ว่า ต้องการหลักฐานใดของคนไทย และนำหลักฐานที่สถานทูตฯ ต้องการไปแปลเป็นภาษาอังกฤษ และนำไปรับรองเอกสารถูกต้องจากทางรัฐบาล


ถาม จะนำสูติบัตรของเด็กแรกเกิด และเด็กที่ยังไม่มีบัตรประชาชนมารับรอง จะต้องมีเอกสารประกอบอะไรบ้าง ?
 
ตอบ ให้มารดาหรือบิดาไปยื่นเอกสารด้วยตนเอง พร้อมสำเนาบัตรประชาชน หรือมารดาหรือบิดามอบอำนาจให้ผู้อื่นไปยื่นเอกสารแทนก็ได้
 
ถาม จะนำ Certificate of Origin (C/O) และ Invoice มารับรอง จะต้องนำอะไรมาบ้าง ?
 
ตอบ เอกสาร C/O , Invoice  จะต้องผ่านการรับรองจากหอการค้าไทยก่อนที่จะนำไปให้รับรองเอกสารถูกต้อง  รับรองเอกสารประกอบอื่นไม่ต้องมี เว้นแต่ต้องการขอรับบริการเร่งด่วนจะต้องนำเอกสารข้างล้างนี้มายื่นด้วย
 
1. สำเนาหนังสือรับรองบริษัท (หน้าแรก)
2. หนังสือมอบอำนาจจากกรรมการบริษัท
3. สำเนาบัตรประชาชนผู้มอบอำนาจและผู้รับมอบอำนาจ
 
ถาม เอกสารที่บริษัทเอกชนทั่วไปออกเองเพื่อนำไปใช้ในต่างประเทศ เช่น หนังสือมอบอำนาจ จะต้องรับรองอย่างไร ?
 
ตอบ  ต้องทำการ รับรองลายมือชื่อกรรมการบริษัทที่ลงนามในเอกสาร โดยกรรมการบริษัทผู้นั้นจะต้องมาลงนามต่อหน้าที่เจ้าหน้าที่กอง สัญชาติฯ พร้อมเอกสารประกอบ คือ สำเนาหนังสือรับรองบริษัท (หน้าแรก) และสำเนาบัตรประชาชน ในกรณีเป็นคนต่างชาติให้ใช้สำเนาหนังสือเดินทาง
 
2. ปัญหาเกี่ยวกับสัญชาติ

ถาม  หากบิดาเป็นคนไทย มารดาเป็นคนต่างด้าวและไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน บุตรที่เกิดนอกราชอาณาจักร   จะได้สัญชาติไทย หรือไม่ ?

ตอบ  เดิมกฤษฎีกาวินิจฉัยไว้ว่าในกรณีเช่นนี้ บุตรจะได้สัญชาติไทย เพราะยึดหลักบิดาตามความเป็นจริงแต่คำพิพากษาศาลฎีกา ที่ 560/2543 ได้วางแนวไว้ว่าในกรณีนี้บุตรจะไม่ได้สัญชาติไทยโดยการเกิด เนื่องจากไม่ใช่บิดาที่ชอบด้วยกฎหมาย

ถาม  คนไทยเมื่อแปลงชาติเป็นคนต่างด้าวแล้ว จะเสียสัญชาติไทยโดยทันทีหรือไม่ ?

ตอบ  คนไทยที่แปลงสัญชาติเป็นคนต่างด้าวย่อมเสียสัญชาติไทย แต่การนี้จะมีผลก็ต่อเมื่อมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วเท่ านั้น ดังนั้น มหาดไทยจึงขอให้สถานทูตส่งชื่อที่อยู่ของคนไทยที่ แปลงชาติไปยังมหาดไทยเพื่อประกาศให้เสียสัญชาติในราชกิจจานุเบก ษาต่อไป

ถาม  ผู้เยาว์ซึ่งอายุยังไม่ถึง 20 ปี สามารถขอสละสัญชาติไทยด้วยตนเองได้หรือไม่ ? หากไม่ได้ จะให้มารดาเป็นผู้ขอสละสัญชาติแทนได้หรือไม่ ?

ตอบ  ไม่ได้ เพราะการสละสัญชาติไทยต้องกระทำเมื่ออายุครบ 20 ปีไปแล้ว และเนื่องจากการสละสัญชาติเป็นเรื่องเฉพาะตัว ผู้อื่นจึงไม่อาจยื่นคำร้องขอสละสัญชาติแทนได้

ถาม  เด็กซึ่งมีสองสัญชาติเนื่องจากมารดาไทยแต่งงานกับชาวต่างชาติ และอาศัยอยู่ในต่างประเทศจะต้องเกณฑ์ทหารหรือไม่ ? 

ตอบ  ต้องเกณฑ์ โดยเมื่ออายุครบ 18 ปี ให้ไปแสดงตนเพื่อลงบัญชีทหารกองเกิน

ถาม  การได้สัญชาติย้อนหลังคืออะไร ?

ตอบ  เดิม พ.ร.บ. สัญชาติ ปี 2508 ยินยอมให้บุคคลได้สัญชาติไทยในวงจำกัด ต่อมาเมื่อมีการแก้ไขในปี 2535 จึงได้เปิดโอกาสให้บุคคลได้รับสัญชาติไทยได้มากขึ้นรวมทั้งมีผล กับบุคคลที่เกิดก่อน วันที่ 26 ก.พ. 2535 ซึ่งเป็นวันที่ พ.ร.บ. มีผลบังคับใช้ด้วย ดังนั้น บุคคลที่เกิดก่อนวันที่ 26 ก.พ. 2535 และ มิได้สัญชาติไทยเมื่อแรกเกิดจึงได้รับสัญชาติไทยเป็นการย้อนหลั ง

ถาม  บุคคลที่มีสิทธิได้สัญชาติไทยมาแจ้งเกิดเมื่ออายุเกิน 20 ปีแล้ว สถานทูตจะรับแจ้งเกิดได้หรือไม่ ? และจะถือว่าเป็นการเลือกสัญชาติหรือไม่ ?

ตอบ  ได้ เนื่องจากไม่มีข้อห้ามไว้แต่อย่างใด และไม่ถือว่าเป็นการเลือกสัญชาติ

สรุปข้อวินิจฉัยเกี่ยวกับสัญชาติของบุคคล ตามพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่๒)

พ.ศ. ๒๕๓๕

๑)  สำหรับบุคคลที่เกิดในราชอาณาจักรไทย

กรณีที่       สัญชาติบิดา       สัญชาติมารดา      สถานภาพการสมรส      สัญชาติบุตร      ข้อกฎหมาย

   ๑           ; ;     ไทย    &a mp;n bsp;         &a mp;n bsp;     ไทย         &am p;nb sp;         &am p;nb sp;  จด       & amp; nbsp;         & amp; nbsp;     ไทย   & ;nbs p;        ม.๗(๑), ม.๑๐

   ๒           ; ;     ไทย         &am p;nb sp;          ไทย         &am p;nb sp;          ไม่จด         & amp; nbsp;         & amp; nbsp;  ไทย      & ;nbs p;     ม.๗(๑), ม.๑๐

   ๓           ; ;     ไทย         &am p;nb sp;  ต่างด้าว (มีใบฯ)          ; ;      จด                            ไทย         &am p;nb sp;  ม.๗(๑), ม.๑๐

   ๔           ; ;     ไทย         &am p;nb sp;  ต่างด้าว (มีใบฯ)          ; ;    ไม่จด         & amp; nbsp;         & amp; nbsp;   ไทย     & ;nbs p;     ม.๗(๑), ม.๑๐

   ๕           ; ;     ไทย         &am p;nb sp;  ต่างด้าว (๗ ทวิ)         &a mp;n bsp;     จด         & ;nbs p;         & ;nbs p;    ไทย     & amp; nbsp;     ม.๗(๑), ม.๑๐

   ๖           ; ;      ไทย   &a mp;n bsp;       ต่างด้าว (๗ ทวิ)         &a mp;n bsp;    ไม่จด         & amp; nbsp;         & amp; nbsp;  ไทย      & ;nbs p;    ม.๗(๑), ม.๑๐

   ๗      ต่างด้าว (มีใบฯ)          ; ;    ไทย         &am p;nb sp;               จด         & ;nbs p;         & ;nbs p;   ไทย      & amp; nbsp;    ม.๗(๑), ม.๑๐

   ๘       ต่างด้าว (มีใบฯ)          ; ;    ไทย         &am p;nb sp;             ไม่จด         & amp; nbsp;         & amp; nbsp; ไทย       & ;nbs p;   ม.๗(๑), ม.๑๐

   ๙      ต่างด้าว (๗ ทวิ)         &a mp;n bsp;    ไทย         &am p;nb sp;                จด         & ;nbs p;         & ;nbs p;  ไทย       & amp; nbsp;   ม.๗(๑), ม.๑๐

  ๑๐     ต่างด้าว (๗ ทวิ)         &a mp;n bsp;    ไทย         &am p;nb sp;              ไม่จด        & amp; nbsp;         & amp; nbsp; ไทย       & ;nbs p;   ม.๗(๑), ม.๑๐

  ๑๑     ต่างด้าว (มีใบฯ)      ต่างด้าว (มีใบฯ)          ; ;         จด                          ไทย         &am p;nb sp;   ม.๗(๒)

  ๑๒     ต่างด้าว (มีใบฯ)      ต่างด้าว (มีใบฯ)          ; ;       ไม่จด                        ไทย         &am p;nb sp;    ม.๗(๒)

  ๑๓     ต่างด้าว (มีใบฯ)      ต่างด้าว (๗ ทวิ)         &a mp;n bsp;        จด         & ;nbs p;ไม่ได้สัญชาติไทย   ม.๗ทวิ, ม.๑๑

  ๑๔     ต่างด้าว (มีใบฯ)      ต่างด้าว (๗ ทวิ)         &a mp;n bsp;      ไม่จด         ไ ม่ได้สัญชาติไทย   ม.๗ทวิ,ม.๑๑

  ๑๕     ต่างด้าว (๗ ทวิ)      ต่างด้าว (มีใบฯ)                    จด         & ;nbs p;ไม่ได้สัญชาติไทย   ม.๗ทวิ, ม.๑๑

  ๑๖     ต่างด้าว (๗ ทวิ)      ต่างด้าว (มีใบฯ)          ; ;       ไม่จด          ไม่ได้สัญชาติไทย&n bsp;  ม.๗ทวิ, ม.๑๑

  ๑๗    ต่างด้าว (๗ ทวิ)      ต่างด้าว (๗ ทวิ)         &a mp;n bsp;        จด         & ;nbs p;ไม่ได้สัญชาติไทย   ม.๗ทวิ, ม.๑๑

  ๑๘     ต่างด้าว (๗ ทวิ)      ต่างด้าว (๗ ทวิ)         &a mp;n bsp;      ไม่จด        ไม่ได้ส ัญชาติไทย   ม.๗ทวิ, ม.๑๑

๒)  สำหรับบุคคลที่เกิดนอกราชอาณาจักรไทย

กรณีที่        สัญชาติบิดา        สัญชาติมารดา        สถานภาพการสมรส        สัญชาติบุตร        ข้อกฎหมาย

   ๑                   ไทย         &am p;nb sp;          ไทย         &am p;nb sp;                 จด                            ไทย          ม.๗(๑), ม.๑๐

   ๒           ; ;       ไทย         &am p;nb sp;         ไทย         &am p;nb sp;               ไม่จด                           ไทย         ม.๗ (๑), ม.๑๐

   ๓           ; ;        ไทย         &am p;nb sp;          อื่นๆ                            จด                             ไทย        ม.๗(๑), ม.๑๐

   ๔           ; ;       ไทย         &am p;nb sp;          อื่นๆ                          ไม่จด  & nbsp;          ไม่ได้สัญชาติไทย  ม.๗(๑), ม.๑๐

   ๕           ; ;        อื่น                      ไทย         &am p;nb sp;                จด                             ไทย        ม.๗(๑), ม.๑๐

   ๖                     อื่น                       ไทย         &am p;nb sp;               ไม่จด                           ไทย        ม.๗(๑), ม.๑๐

* ตามคำพิพากษาศาลฎีกา ปี 2543

3.  ปัญหาเกี่ยวกับการสมรสและหย่า

ถาม  ชายและหญิงที่เป็นคนต่างชาติจะสามารถจดทะเบียนสมรสตามกฎหมายไทยได้หรือไม่ ?

ตอบ  1) ได้ หากจะจดทะเบียนสมรสในประเทศไทย แต่จะมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมายของต่างประเทศหรือไม่ย่อมอยู่กับ    กฎหมายของประเทศนั้นเอง   2)  ไม่ได้ หากขอจดทะเบียนสมรสที่สอท./สกญ.ไทยในต่างประเทศ

ถาม  ชายหญิงต่างชาติที่จดทะเบียนสมรสกันในประเทศไทย หากต้องการหย่าจะกระทำ ณ สถานทูตไทย      ได้หรือไม่ ?

ตอบ  ได้

ถาม  หากคนไทยด้วยกัน หรือคนไทยกับคนต่างชาติต้องการจดทะเบียนฯ ในต่างประเทศจะต้องจดทะเบียนตามกฎหมายไทย หรือตามกฎหมายต่างชาติ ?

ตอบ  จะจดทะเบียนตามกฎหมายไทย หรือกฎหมายต่างชาติก็ได้ และหากจดตามกฎหมายต่างชาติแล้วก็จะมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมายไทยด้วย สถานทูตจึงไม่จำต้องจดทะเบียนฯ ที่สถานทูตให้อีก

ถาม  คนไทยสมรสกับคนต่างชาติตามกฎหมายของชาวต่างชาตินั้น หากจะหย่าสามารถจดทะเบียนหย่า ณ สถานทูตไทยได้หรือไม่ ?

ตอบ  ไม่ได้ แม้ว่า กฎหมายไทยได้ยอมรับการจดทะเบียนสมรสระหว่างคนไทยกับคนต่างชาติต ามแบบกฎหมายต่างชาติ แต่การจดทะเบียนฯ นั้นมิใช่การจดทะเบียนฯ ตามแบบกฎหมายไทย ดังนั้น การหย่าตามแบบกฎหมายไทยจึงกระทำไม่ได้

ถาม  คนไทยสมรสกับคนต่างชาติตามกฎหมายของประเทศคู่สมรส หากต้อง การให้บันทึกสถานะการสมรสของตนในประเทศไทยกระทำได้ หรือไม่ ?

ตอบ  ได้ โดยนำทะเบียนสมรสไปรับรองและแปลตามระเบียบนิติกรณ์แล้วจึงนำไปขดจดทะเบียนสถานะแห่งครอบครัวที่เขต/อำเภอ ที่มีทะเบียนบ้านอยู่

ถาม  การจดทะเบียนสมรส หรือหย่าในต่างประเทศ คู่สมรส หรือคู่หย่า จะไม่มาปรากฏตัวต่อหน้าเจ้าหน้าที่สถานทูต แต่ส่งเอกสารทางไปรษณีย์ไปมาระหว่างกันได้หรือไม่ ?

ตอบ  ไม่ได้ เนื่องจากในการรับจดทะเบียนนั้น ผู้ร้องต้องลงลายมือชื่อต่อหน้านายทะเบียนและพยานสองคน

ถาม  การออกหนังสือรับรองความเป็นโสดสามารถกระทำได้หรือไม่ ?

ตอบ  ไม่มีกฎหมายหรือระเบียบใดของมหาดไทยกำหนดให้สถานทูตออกหนังสือร ับรองความเป็นโสดได้

ถาม     หญิงไทยที่สมรสกับคนต่างชาติจะสามารถใช้ชื่อสกุลของตนเองเป็นชื่อรองได้หรือไม่ ?

ตอบ    ได้ (มาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติชื่อบุคคล พ.ศ. 2505)

ถาม     ในบางประเทศ ภาษาของประเทศนั้นแสดงถึงเพศชาย หญิง เช่น ในประเทศโปแลนด์ คำว่า Przoersk กับ Przoerski ถืว่าเป็นคำเดียวกัน แต่คำที่ลงท้ายด้วยจะใช้กับเพศหญิง และคำที่ลงท้ายด้วย  i   จะให้กับเพศชาย  ในกรณีเช่นนี้ เมื่อหญิงไทยแต่งงานกับชายผู้นั้นแล้ว หากจะใช้นามสกุลสามี หญิงไทยผู้นั้นจะต้องใช้  "Przoerski"   (ซึ่งเป็นการสะกดชื่อสกุลของสามีอย่างถูกต้อง)   หรือต้องใช้  Przoerska   (ซึ่งดูเหมือนจะขัดการกฎหมายไทย) ?

ตอบ     ให้สะกดนามสกุลหลังการสมรสว่า  Przoerska   ทั้งนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับวัฒนธรรมท้องถิ่นนั้นๆ  และไม่ถือว่าขัดต่อพ.ร.บ. ชื่อบุคคลฯ แต่อย่างใด

ถาม       คนไทยที่สมรสกับคนต่างชาติจะถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินหรือห้องชุดได้หรือไม่ ?

ตอบ      ได้ หากว่าการซื้อที่ดิน หรือห้องชุดนั้นเป็นการจัดซื้อเพื่อให้เป็นสินส่วนตัวของตนเอง แต่ทั้งนี้ คนไทยผู้ขอซื้อ และคู่สมรสที่เป็นชาวต่างชาติต้องมีหนังสือยืนยันเป็นหนังสือว่าเงินที่นำมาซื้อนั้นเป็นสินส่วนตัวของคนไทยผู้ขอซื้อ มิใส่สินสมรส ทั้งนี้ ไม่ว่าบุคคลทั้งสองจะจดทะเบียนฯ หรือไม่ก็ตาม   ทั้งนี้ ขอให้ผู้นั้นส่งหนังสือยืนยันแก่กรมที่ดินทางไปรษณีย์ได้โดยตรง

4.  สูติบัตรและปัญหาเกี่ยวกับบุตร 

ถาม  สถานทูตสามารถออกสูติบัตรให้แก่บุตรของคนไทยที่อยู่ในต่างประเทศโดยผิดกฎหมาย ได้หรือไม่ ?

ตอบ  ได้

ถาม  กรณีบิดามารดาไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน การออกสูติบัตรควรระบุคำว่า "ไม่ปรากฏบิดาที่ชอบด้วยกฎหมาย" หรือ "บิดามารดาไม่ได้จดทะเบียนสมรส" หรือไม่ ?

ตอบ  ไม่สมควร การระบุชื่อบิดาในสูติบัตรบุตรให้ระบุชื่อผู้เป็นบิดาตามความเป ็นจริง ในกรณีที่ เอกสารรับรองการเกิดท้องถิ่นไม่ได้ระบุชื่อผู้เป็นบิดา ให้สถานทูตสอบปากคำมารดาเด็กหรือผู้ที่ถูกอ้างว่าเป็นบิดา แล้วให้ลงชื่อบิดาในสูติบัตรตามความเป็นจริง จะทำให้สะดวกต่อการจดทะเบียนรับรองบุตรหรือทำให้บุตรเป็นบุตรที่ถูกต้องตามกฎหมาย

ถาม  ในการออกสูติบัตร เด็กจะใช้นามสกุลของมารดา หรือบิดา ?

ตอบ  1) หากบิดามารดาจดทะเบียนสมรส : ให้ใช้ชื่อสกุลบิดาได้ แต่หากทั้งบิดาและมารดายินยอม เด็กจะใช้นามสกุลของมารดาแทนก็ได้ (สถานทูตต้องสอบปากคำและบันทึกไว้)  2) หากบิดามารดาไม่จดทะเบียนฯ : ให้ใช้นามสกุลมารดาได้ หากจะใช้ นามสกุลบิดา มารดาต้องให้ความยินยอมก่อน หากใบเกิดท้องถิ่นของบุตรใช้นามสกุลบิดาให้สอบปากคำมารดาว่ายินยอมให้บุตรใช้นามสกุลบิดาหรือไม่หากยินยอมให้ออกสูติบัตรตามนั้น

ถาม  บิดาและมารดา ไม่ได้จดทะเบียนฯ กันบุตรจะใช้นามสกุลของบิดา ได้หรือไม่ ?

ตอบ  ได้ หากทั้งบิดาและมารดายินยอมเช่นนั้น ส่วนสถานทูตในฐานะนายทะเบียนจะต้องทำบันทึกสอบปากคำไว้ด้วย

ถาม  ในการแจ้งเกิดสามารถใช้ชื่อเป็นสำเนียงภาษาต่างประเทศได้หรือไม่ ? และสามารถนำชื่อสกุลมารดาเป็นชื่อรองได้หรือไม่ ?

ตอบ  ได้ เพราะ พ.ร.บ. ชื่อบุคคล 2505 มิได้ห้ามไว้ ทั้งนี้ แม้ว่าประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีจะกำหนดไว้ว่าชื่อต้องมีความหมายในภาษาไทยและไม่เกิน 3 พยางค์ก็ตาม

ถาม  หากบิดาเป็นชาวจีนบุตรต้องใช้คำว่า "แซ่" หน้านามสกุลหรือไม่ ?

ตอบ  นามสกุลของบุตรต้องพิจารณาจากนามสกุลที่แท้จริงของบิดาหากนามสกุลของบิดามีคำว่า "แซ่" ปรากฏอยู่ นามสกุลบุตรก็ต้องมีคำว่า "แซ่" เช่นกันหากไม่มี "แซ่" นามสกุลบุตรก็จะต้องไม่มี "แซ่" เช่นกัน

ถาม  ชายไทยที่นับถือศาสนาอิสลามจะตั้งชื่อเป็นสำเนียงอาหรับ หรือมีชื่อเหมือนกับบุคคลหรือถ้อยคำในคัมภีร์อัลกุรอานได้หรือไม่ ?

ตอบ  ได้ หากชื่อนั้นไม่มีคำหรือความหมายที่หยาบคาย

ถาม  หากบิดามารดาจดทะเบียสมรส กันภายหลังมีบุตรแล้วบุตรนั้นจะกลายเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายตั้งแต่เมื่อใด ?

ตอบ  ตั้งแต่วันที่บิดามารดาจดทะเบียนฯ

ถาม  สถานทูตได้ออกสูติบัตรให้แก่ผู้ร้อง ต่อมาผู้ร้องพบว่ามีรายการในสูติบัตรผิดพลาดและผู้ร้องนั้นได้มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในไทยแล้ว การแก้ไขรายการที่ผิดพลาดนี้จะกระทำที่สถานทูตหรือที่ใด ?

ตอบ  ที่อำเภอตามที่ปรากฏในทะเบียนบ้านของผู้นั้น

ถาม  ผู้ร้องนำเด็กซึ่งเป็นผู้เยาว์และไร้เดียงสา ซึ่งยังสื่อความหมายไม่ได้มาจดทะเบียนรับรองบุตร นายทะเบียนจะจดทะเบียนรับรองบุตรได้หรือไม่ ?

ตอบ  หลักการของการรับรองบุตร คือ มารดาและเด็กจะต้องให้ความยินยอมทั้งสองคน ดังนั้น หากเด็กยังสื่อความหมายได้ได้ ไม่ว่าจะมีอายุเท่าใด ก็ไม่อาจจดทะเบียนรับรองบุตรได้ หรือหากมารดาเป็นคนไร้ความสามารถหรือถึงแก่ความตายก็ต้องรับรอง บุตรโดยใช้คำพิพากษาของศาล

ถาม  เมื่อสถานทูตจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรมแล้วจะเปลี่ยนชื่อสกุลในหน ังสือเดินทางของบุตรบุญธรรมได้ทันที หรือไม่ ?

ตอบ  ไม่ได้ ต้องให้สำนักทะเบียนในไทยแก้ไขนามสกุลของบุตรบุญธรรมในทะเบียนบ ้านก่อน หลังจากนั้น จึงแก้ไข      ชื่อสกุลในหนังสือเดินทาง

ถาม  บิดามารดาหย่ากัน ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งสามารถยกบุตรให้เป็นบุตรบุญธรรมผู้อื่น ได้หรือไม่ ?

ตอบ  ได้ หากผู้นั้นเป็นผู้มีอำนาจปกครองบุตรตามข้อตกลงการหย่า ทั้งนี้ โดยอีกฝ่ายไม่จำเป็นต้องให้ความยินยอม

ถาม  การขอรับเด็กที่ไม่มีสัญชาติไทยเป็นบุตรบุญธรรมกระทำได้หรือไม่ ?

ตอบ  ได้ เพราะคำว่า "ผู้เยาว์" ตาม พ.ร.บ. การรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม พ.ศ. 2522 มิได้จำกัดว่าจะต้องเป็นผู้เยาว์ที่มีสัญชาติไทยเท่านั้น

ถาม  การแก้ไขนามสกุลของผู้ที่เป็นบุตรบุญธรรมจะกระทำได้โดยวิธีใด ?

ตอบ  1) หากผู้เป็นบุตรบุญธรรมบรรลุนิติภาวะแล้วสามารถดำเนินการได้ด้วย ตนเอง แต่หากยังไม่บรรลุนิติภาวะ ผู้ปกครอง (บิดา-มารดาบุญธรรม) ต้องดำเนินการแทน  2) มท. ผ่อนผันให้มีการเปลี่ยน ชื่อ/สกุล ได้ด้วยวิธี ดังต่อไปนี้  2.1) กรอกแบบ ช1.  2.2) มี นส. มอบอำนาจให้ผู้อื่นในประเทศไทยไปดำเนินการแทนได้ ทั้งนี้ นส. มอบอำนาจนี้ต้องกระทำ ณ   สอท./สกญ.  3) สถานที่ติดต่อหรือเปลี่ยนแปลงนามสกุล คือ ภูมิลำเนาในประเทศไทยของผู้เป็นบุตรบุญธรรม มิใช่กรมประชาสงเคราะห์

ถาม  ศาลต่างประเทศพิพากษาให้ผู้เยาว์ไทยเป็นบุตรบุญธรรมของชาวต่างช าติโดยไม่ได้เป็นไปตามกฎหมายไทย ได้หรือไม่ ?

ตอบ  ได้ แต่ไม่มีผลตามกฎมายไทย อันมีนัยว่า ผู้เยาว์นั้นไม่สามารถใช้นามสกุลของชาวต่างชาติที่เป็นผู้รับบุตรบุญธรรมได้ แต่ผู้นั้นสามารถนำมาเป็นหลักฐานเพื่อขอให้มีการบันทึกฐานะแห่ง ครอบครัวเพื่อการพิสูจน์ได้อ้างอิง

ถาม  หญิงซึ่งมีบุตรโดยมิได้จดทะเบียนสมรส และยังใช้คำนำหน้าชื่อตนเองว่า "นางสาว" หากต้องการยื่นคำร้องขอแก้ไขเอกสารทางราชการของบุตร จำต้องขอเปลี่ยนคำนำหน้าจาก "นางสาว" เป็น "นาง" ก่อนหรือไม่ ?

ตอบ  ไม่ต้อง อีกทั้งนายทะเบียนไม่มีอำนาจเปลี่ยนแปลงคำนำหน้าของผู้นั้นด้วย

5.  ปัญหาเกี่ยวกับมรณบัตร 

ถาม  บุคคลต่างด้าว ซึ่งมีใบสำคัญถิ่นที่อยู่ในไทย เสียชีวิตในต่างประเทศ โดยใบสำคัญถิ่นที่อยู่และเอกสารเดินทางสำหรับคนต่างด้าวหมดอายุ สถานทูตจะออกมรณบัตรให้ได้หรือไม่ ?

ตอบ  ได้ เพราะใบสำคัญถิ่นที่อยู่และเอกสารการเดินทางฯ มิใช่ประเด็นของการออกมรณบัตร ทั้งนี้ ขอให้หมายเหตุไว้บนมรณบัตร ว่า "บุคคลต่างด้าวมีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรไทย"

ถาม  คนสัญชาติไทย ซึ่งอาศัยอยู่ต่างประเทศแต่ได้แจ้งต่อทางการประเทศนั้นว่าตนมีสัญชาติอื่นที่มิใช่สัญชาติไทย หากผู้นั้นเสียชีวิตลง ญาติของผู้นั้นจะให้ สอท. / สกญ. ออกมรณบัตรได้หรือไม่ ?

ตอบ  พ.ร.บ. การทะเบียนราษฎร พ.ศ. 2534 มาตรา 28  กำหนดให้ สอท. / สกญ. มีหน้าที่รับจดทะเบียนคนเกิดและ  คนตายที่มีขึ้นนอกราชอาณาจักรสำหรับคนสัญชาติไทยและคนต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตให้มีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักร ดังนั้น   นายทะเบียนจะต้องตรวจพิสูจน์ข้อเท็จจริงเป็นราย ว่าผู้ตายมีสัญชาติไทย หรือเป็นคนต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตให้มีถิ่น    ที่อยู่ในประเทศไทยหรือไม่ โดยพิจารณาหลักฐานเอกสาร และสอบพยานบุคคลใกล้ชิด และผู้น่าเชื่อถือ (ถ้ามี) ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น สอท. / สกญ. ก็สามารถรับจดทะเบียนคนตายได้

6.  คนต่างด้าวกับที่ดิน 

ถาม  คนต่างด้าวสามารถถือกรรมสิทธิ์ที่ดินในประเทศไทยได้เพียงใด ?

ตอบ  คนต่างด้าวไม่สามารถถือกรรมสิทธิที่ดินในประเทศไทยได้ ยกเว้น ได้กรรมสิทธิในที่ดินในฐานะทายาทโดยชอบธรรม และต้องไม่เกินจำนวนที่กฎหมายกำหนดไว้ (คือ เพื่ออยู่อาศัยต้องไม่เกิน 1 ไร่/ครอบครัว เพื่อการพาณิชยกรรมต้องไม่เกิน 1 ไร่ เพื่อการอุตสาหกรรมต้องไม่เกิน 10 ไร่ เพื่อการเกษตรกรรมต้องไม่เกิน 10 ไร่/ครอบครัว เพื่อการศาสนาต้องไม่เกิน 1 ไร่ เพื่อการกุศลและสาธารณะต้องไม่เกิน 5 ไร่ และสุสานของตระกูลต้องไม่เกิน 1/2 ไร่)  นอกจากนี้ นับแต่ปี 2542 คนต่างด้าวที่นำเงินมาลงทุนในไทยไม่น้อยกว่า 40 ล้านบาท สามารถมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินเพื่อการอยู่อาศัยได้ไม่เกิน 1 ไร่

ถาม  คนไทยที่สมรสกับคนต่างชาติจะถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินหรือห้องชุดได้หรือไม่ ?

ตอบ  ได้ หากว่าการซื้อที่ดิน หรือห้องชุดนั้นเป็นการจัดซื้อเพื่อให้เป็นสินส่วนตัวของตนเอง แต่ทั้งนี้คนไทยผู้ขอซื้อ และคู่สมรสที่เป็นชาวต่างชาติต้องมีหนังสือยืนยันเป็นหนังสือว่าเงินที่นำมาซื้อนั้นเป็นสินส่วนตัวของคนไทยผู้ขอซื้อ มิใช่สินสมรส ทั้งนี้ ไม่ว่าบุคคลทั้งสองจะจดทะเบียนฯ หรือไม่ก็ตาม

ถาม  บุคคลสัญฃาติไทยที่มีคู่สมรสเป็นคนต่างชาติและพำนักอยู่ในต่างประเทศ จะขอซื้อที่ดิน หรือขอรับโอนที่ดิน หรือ ขอซื้อห้องชุด ได้หรือไม่ ?

ตอบ  ได้

ถาม   ทำอย่างไร ?

ตอบ   ให้คู่สมรสที่ เป็นคนต่างชาติไปติดต่อสถานทูตไทยเพื่อบันทึกถ้อยคำเป็นลายลักษ ณ์อักษร และรับรองว่าบุคคลที่ทำหนังสือรับรองนั้นเป็นคู่สมรสของบุคคลสัญชาติไทยจริง และนำหนังสือรับรองนี้มามอบให้เจ้าพนักงานที่ดินที่จะทำการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม โดยไม่ต้องใช้สำเนา

7.  ใบอนุญาตขับขี่ระหว่างประเทศ

ถาม  ชาวต่างชาติจะขอรับใบอนุญาตขับขี่ระหว่างประเทศของไทย จะต้องใช้หลักฐานอะไรบ้าง ?

ตอบ  ระเบียบกรมการขนส่งทางบกว่าด้วยการดำเนินการเกี่ยวกับใบอนุญาตขับรถตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ พ.ศ. 2536 กำหนดให้ชาวต่างชาติที่จะขอรับใบอนุญาตขับขี่ระหว่างประเทศของไทย ต้องใช้หลักฐานประกอบคำขอดังต่อไปนี้    & amp; nbsp;    1.  ใบอนุญาตขับรถยนต์ส่วนบุคคลหนึ่งปี ใบอนุญาตขับรถยนต์สาธารณะ หรือใบอนุญาตขับรถจักรยานยนต์ ตามกฎหมายไทย ซึ่งยังไม่สิ้นอายุ (โดยผู้ที่ จะได้รับใบอนุญาตขับรถดังกล่าวได้จะต้องได้รับใบอนุญาตขับรถชนิ ดชั่วคราวมาแล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งปี) พร้อมภาพถ่าย  2.  หนังสือเดินทาง (VISA ประเภท NON-IMMIGRANT) พร้อมภาพ  3.  ใบรับรองถิ่นฐานที่อยู่ในประเทศไทย ออกโดยสถานทูต หรือหน่วยงานราชการ  4.  รูปถ่ายขนาด 4x6 เซนติเมตร (2 นิ้ว) จำนวน 2 รูป (ถ่ายไว้ไม่เกิน 6 เดือน) 5.  หนังสือมอบอำนาจ ติดอากรแสตมป์ 10 บาท และบัตรประจำตัวประชาชนของผู้รับมอบอำนาจ (กรณีไม่สามารถมาดำเนินการด้วยตนเอง)

ถาม  ใบอนุญาตขับขี่ระหว่างประเทศมีอายุกี่ปี ต่ออายุได้หรือไม่ ?

ตอบ  ใบอนุญาตขับขี่ระหว่งประเทศดังกล่าวมีอายุ 1 ปี นับจากวันที่อนุญาต เมื่อขาดอายุแล้วไม่มีการต่ออายุ ผู้ที่ประสงค์จะขอรับใบอนุญาตขับขี่ระหว่างประเทศฉบับใหม่ จะต้องนำหลักฐานมายื่นประกอบคำขอใหม่ทุกครั้ง

ถาม   ชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในไทย ทำใบขับขี่ไทย ได้หรือไม่ ?

ตอบ   ชาวต่างชาติที่เข้ามาท่องเที่ยว มาเล่นกีฬา หรือ เดินทางผ่านราชอาณาจักร ไม่สามารถทำใบขับขี่ไทยได้

ถาม    ทำอย่างไร ? ชาวต่างชาติจะทำใบขับขี่ไทยได้

ตอบ   จะต้องเป็นชาวต่างชาติที่ได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว ตามกฏหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง (NON-IMMEGRANT VISA)

ถาม    จะต้องดำเนินการอย่างไร ?

ตอบ    ชาวต่างชาติจะต้องยื่นค่าขอรับรองใบอนุญาตขับรถด้วยตนเอง ที่กรมการขนส่งทางบก ยกเว้น การขอรับใบอนุญาตขับรถระหว่างประเทศ ซึ่งสามารถมอบอำนาจให้ผู้อื่นยื่นขอรับใบอนุญาตขับรถแทนได้& ;nbs p;  

ถาม      การรับบุตรบุญธรรมภายใต้กฎหมายต่างชาติสามารถเปลี่ยนนามสกุลเด็ กไทยให้เป็นนามสกุลผู้รับ     ชาวต่างชาติได้หรือไม่ ?

ตอบ    ไม่ได้  เพราะการจะเปลี่ยนนามสกุลตามผู้รับได้ ต้องดำเนินการจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรมตามกฎหมายไทย       เสียก่อน

ถาม    การรับบุตรบุญธรรม รับได้เฉพาะผู้เยาว์มาเป็นบุตรใช่หรือไม่ ?    

ตอบ    การรับบุตรบุญธรรม กฎหมายไม่ได้จำกัดอายุของบุตรบุญธรรม เช่น ผู้ขอรับอายุ 75 ปี ก็สามารถรับบุตรอายุ 60 ปี ได้



Edited by bebe1603
bebe1603@hotmail.com
Back to Top
bebe1603 View Drop Down
Exclusive member
Exclusive member
Avatar

Joined: 24 Oct 2007
Location: Australia
Online Status: Offline
Posts: 921
Post Options Post Options   Quote bebe1603 Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 22 Dec 2007 at 18:18 Share

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

มีลูกชาย ใจเย็นๆๆ อย่าพึ่งรีบไปแจ้งสัญชาติไทย

หวัดดีค่ะเพื่อนๆพี่ๆทุกคน เข้ามาตั้งกระทู้นี้แลกเปลี่ยนประสบการณ์กะเพื่อนๆน่ะค่ะ มีใครเคยได้ทำใบเกิดไทยให้ลูกบ้างเอ่ย นี่พอดีได้ลูกชายน่ะค่ะ ขอใบเกิดไทยให้ลูกชายด้วย พอดี้พอดีมีเจ้าหน้าที่ไทยคนนึงเค้าแนะนำความรู้ใหม่ให้ ถ้าใครขอให้ลูกสาวไม่ต้องรีรออะไร แจ้งเสร็จเวลากลับไปเยี่ยมเมืองไทยสามารถแจ้งเข้าชื่อบุตรในสำเ นาทะเบียนบ้านได้เลย แต่ถ้าคุณได้ลูกชายพึงระวังเรื่องการเกณฑ์ทหาร อ้าว..เอาล่ะที่นี้อิอิ เราก็เลยถามว่าต้องทำไงคะทีนี้ เจ้าหน้าที่ก็ดีแสนดีบอกว่า น้องกอดใบเกิดบุตรชายไว้ก่อนยังไม่ต้องแจ้งเข้าในทะเบียนบ้านไท ย รอให้เค้าเลยกำหนดการเกณฑ์ทหารเสียก่อนค่อยแจ้งเข้า เพราะเคยมีตัวอย่างมาแล้ว ลูกครึ่งไปเกณฑ์ทหารโดนใบแดง มีเพื่อนๆคนไหนมีเคสแบบเดียวกันบ้าง

ก๊อบมาจาก คุณ มัมมี่อิ๋ว

 

 

ตัวอย่างคำแปลแบบฟอร์มการทะเบียนราษฎร การทะเบียนครอบครัว คำแปลแบบฟอร์มอื่น ๆ
( คำแปลแบบฟอร์มนี้เป็นเพียงตัวอย่างการแปล  ผู้แปลควรปรับปรุงถ้อยคำตามเอกสารภาษาไทย)
 
จากกรมการกงศุล กระทรวงต่างประเทศ

 

 

 

คำศัพท์ภาษาอังกฤษที่ควรทราบและใช้ในการแปลอยู่เสมอ

ที่ว่าการอำเภอ District Office of... หรือ .....District Office
ฝ่ายทะเบียนราษฎร Civil Registration Section
ฝ่ายทะเบียนและบัตร Registration and Identification Card Section
ฝายทะเบียนทั่วไป General Registration Subsection
งานบัตรประจำตัวประชาชน Identification Card Subsection
กิ่งอำเภอ Minor District
ตำบล Subdistrict
หมู่บ้าน Village
นายอำเภอ District Chief
ปลัดอำเภอผู้เป็นหัวหน้าประจำกิ่งอำเภอ Minor District Chief
ปลัดอำเภอ Deputy District Chief
นายทะเบียนอำเภอ District Registrar
ผู้ช่วยนายทะเบียนอำเภอ Assistant District Registrar
ปลัดอำเภออาวุโส Senior Deputy District Chief
กำนัน Subdistrict Headman
ผู้ใหญ่บ้าน Village Headman
ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน Assistant Village Headman
เทศบาล Municipality
สำนักงานเทศบาล Municipality Office of ...หรือ...Manicipality Office
นายแพทย์ Medical Doctor
ทันตสาธารณสุข Dental Health Care Technician
ทันตอนามัย Dental Hygience Technician
ทันตแพทย์ Dentist
เจ้าหน้าที่สุขาภิบาล Assistant Sanitary District Officer
เจ้าพนักงานสุขาภิบาล Sanitary District Officer
นักวิชาการสุขาภิบาล Sanitation Researcher
เจ้าหน้าที่ส่งเสริมสุขภาพ Assistant Health Promotion Officer
เจ้าพนักงานส่งเสริมสุขภาพ Health Promotion Officer
นักวิชาการส่งเสริมสุขภาพ Health Promotion Technical Officer
ผดุงครรภ์สาธารณสุข Midwife
เจ้าหน้าที่พยาบาล Nursing Technician
พยาบาลเทคนิค Technical Nurse
พยาบาลวิชาชีพ Professional Nurse
ผู้ช่วยเภสัชกร 

Assistant Pharmacist 

 

 

ขอบคุณพี่ไก่บริสเบ่นค่ะ บีบีขอก๊อบน่ะค่ะ



Edited by bebe1603
bebe1603@hotmail.com
Back to Top
bebe1603 View Drop Down
Exclusive member
Exclusive member
Avatar

Joined: 24 Oct 2007
Location: Australia
Online Status: Offline
Posts: 921
Post Options Post Options   Quote bebe1603 Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 22 Dec 2007 at 18:19 Share

เรื่องของทะเบียนสมรส

 

             ทำไมทะเบียนสมรสจึงเป็นเครื่องหมายแห่งความรักของสามีภรรยาที่ต ั้งอกตั้งใจพิสูจน์ความรักด้วยการพากันไปจดทะเบียน   และทำไมหลายรายไม่คิดจะจดทะเบียนสมรสเสียแต่แรก  ความรักกับทะเบียนสมรสดูเหมือนจะเป็นเรื่องเดียวกันแต่ผลของมัน อาจแตกต่างกันได้อย่างสิ้นเชิงเลยทีเดียว

             เห็นง่ายๆก็บรรดาคู่รักทั้งหลายที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสขอแค่จัด งานประกาศความเป็นคู่ผัวตัวเมียให้สังคมเป็นพยานก็พอ   ส่วนทะเบียนสมรสเป็นเพียงแผ่นกระดาษที่มีไว้ประกาศให้กฎหมายรับ รองสถานะเท่านั้น  ซึ่งเป็นเรื่องเข้าใจผิดที่ต้องนำมาคิดเสียใหม่แล้ว

             ทะเบียนสมรสเป็น “หลักฐาน” ทางกฎหมายที่ทำให้สามีและภรรยาได้สิทธิและมีหน้าที่ต่อกันในเรื ่องของทรัพย์สินเงินทอง  การจัดการงานบ้านงานเรือน  การดูแลเลี้ยงลูก  และสิทธิหน้าที่ที่จะอ้างและถูกอ้างความเป็นสามีภรรยากับคนนอก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของหนี้สินทั้งหลายที่เขาหรือเธอไปก่อร่างสร ้างเอาไว้  เรื่องของการเรียกค่าเสียหายฐานละเมิด สิทธิที่จะได้รับมรดกหากเราอายุยืนกว่าคู่สมรสของเรา และที่ภรรยาหลายคนมักนึกถึงเป็นอันดับแรกก็คือ  การกำจัดเมียน้อยออกจากวงจรชีวิตสมรส

 

เงื่อนไขในการจดทะเบียน

             ที่มาที่ไปของการจดทะเบียนสมรสก็ง่ายๆ เพียงจูงมือกันไปที่สำนักงานเขตหรืออำเภอ แจ้งต่อนายทะเบียนว่าประสงค์จะจดทะเบียนสมรส  นำบัตรประจำตัวประชาชนไปด้วยก็ใช้ได้แล้ว  แต่อย่าได้อ้างเชียวว่ายังเด็กขนาดที่กฎหมายยังไม่ให้ทำบัตรประ ชาชน  เพราะเงื่อนไขการได้สมรสตามกฎหมายกำกับดูแลเรื่องของอายุเอาไว้ ด้วย

             แน่นอนหากเป็นผู้ใหญ่ตามกฎหมายก็คืออายุ ๒๐ ปีเต็มแล้ว  แต่ความรักมักไม่เลือกเวลา หากว่าอายุยังไม่ครบ ๒๐ กฎหมายก็ยังเอื้อให้จดทะเบียนได้หากนับอายุได้ถึง ๑๗ ปีบริบูรณ์แล้ว  หมายความว่าแม้ยังเป็นเด็กอยู่ก็แต่งงานตามกฎหมายได้เพียงมีข้อ แม้นิดหน่อยคือให้พ่อแม่ให้ความยินยอมด้วยเท่านั้น   ถ้าไม่ยอมก็เป็นอันว่าการสมรสไม่สมบูรณ์  นายทะเบียนท่านไม่ดูใบหน้าว่าอายุปาเข้าไปเท่าไร  แต่ดูความเป็นจริงว่าเป็นอย่างไร 

             การแต่งงานเป็นเรื่องดีแม้จะแต่งกันหลายทีก็ไม่เป็นไรแต่ต้องไม ่ใช่คราวละหลายที  กฎหมายให้มีสามีหรือภรรยาได้คราวละคนเดียวเท่านั้น  ไม่ว่าจะเรียกคนไหนว่า เมียน้อยหรือคนไหนว่าเมียหลวง  กฎหมายรับรองแต่เฉพาะกับคนที่มีทะเบียนสมรสเท่านั้น  เพราะฉะนั้นบรรดาเมียหลวงทั้งหลายก็อย่าได้ตายใจในสโลแกนที่ว่า ความรักอยู่ที่ใจหาใช่แผ่นกระดาษ  เพราะเมียน้อยคนไหนไวกว่าไปจดทะเบียนสมรสตัดหน้าคุณแล้ว  สิทธิในความเป็นภรรยาสามีที่กฎหมายมีให้ไว้ก็ตกได้แก่ภรรยาน้อย ไป

            

สิทธิเฉพาะตัว

             การจดทะเบียนสมรสเป็นเรื่องเฉพาะตัวใครตัวตัวมัน  จะมอบอำนาจให้ไปจดแทนกันไม่ได้   ต้องไปด้วยตัวเอง  และเรื่องของความรักเขาทักว่าเป็นมงคล  ดังนั้นบางคู่ก็ไม่อยากไปที่ทำการของทางราชการแต่ขอให้นายทะเบี ยนมาดูแลจดทะเบียนให้ที่บ้านหรือที่ที่จัดพิธีการแต่งงานก็มี   หรือจะให้ดูดีดูเก๋ก็อาจไปจดกันขณะไต่เขาหรือดำไปใต้น้ำอย่างที ่เห็นเป็นข่าวก็ย่อมได้  ถ้าได้รับความร่วมมือจากนายทะเบียน

             การแต่งงานเป็นเรื่องของความยินยอมพร้อมใจ  ดังนั้นจะไปบังคับให้เขามาแต่งไม่ได้  ถ้าเป็นเรื่องจำใจจำยอมกฎหมายไม่ว่ากระไร แต่ถ้าไปไกลถึงขนาดฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ยินยอมหรือมีการขู่เข็ญบั งคับการแต่งงานนั้นก็ตกเป็นโมฆะตามกฎหมาย  

             บางคนแต่งงานกันจริงแต่ยังไม่จดทะเบียนสมรส   อีกฝ่ายก็ทวงถามให้ไปจดทะเบียนซักที  ก็ผัดว่าจะไปในวันวาเลนไทน์เสียทุกปีนั่นแหละ    ทำให้เกิดอยากออกอาการทางกฎหมายเกิดความสงสัยว่าจะให้ทนายฟ้องใ ห้ศาลบังคับให้ไปจดทะเบียนสมรสได้หรือไม่ ในข้อหาผิดสัญญาสมรส

             เรื่องนี้ก็คงจะเป็นไปไม่ได้ เพราะการสมรสเป็นเรื่องเฉพาะตัวที่ต้องทำเองจะไปบังคับกันก็ไม่ ได้ กฎหมายจะไม่เข้าไปก้าวก่ายบังคับเอากับเนื้อตัวร่างกายของเขามา กถึงเพียงนั้น หากรักกันจริงก็ไม่น่าจะมีปัญหาที่จะไปจดทะเบียน แต่หากอิดเอื้อนไม่ยอมจดสักทีนั้นควรจะเริ่มสงสัยว่าเขาหรือเธอ อาจไปจดทะเบียนไว้กับคนอื่นแล้ว หรือไม่อยากผูกมัดตัวเขากับเราก็ต้องสืบสวนกันต่อไป  แต่กฎหมายไม่มาบังคับให้ด้วย

             เรื่องแบบนี้เคยมีในกรณีที่หมั้นกันไว้ แล้วเบี้ยวขันหมากไม่ยอมแต่งด้วย  แม้จะบังคับให้แต่งหรือให้ไปจดทะเบียนไม่ได้  ก็เรียกร้องให้ชดใช้ค่าเสียหายได้ตามกฎหมาย เพราะการหมั้นก็เป็นสัญญาชนิดหนึ่งซึ่งระบุไว้ในกฎหมายอย่างชัด แจ้งถึงผลแห่งการผิดสัญญาหมั้น แต่ไม่ถึงขั้นสามารถบังคับให้เขาไปจดทะเบียนได้อยู่ดี

 

ทะเบียนซ้อน

             แม้จะเข้าใจกันดีว่าทะเบียนสมรสสามารถการันตีสถานะของเราได้  แต่การสะสมมีไว้หลายใบในคราวเดียวกันนั้น กฎหมายท่านไม่นับแต้มให้  โดยถือว่าใครมาก่อนมีสิทธิก่อน  การจดทะเบียนซ้อนกับทะเบียนที่มีผลอยู่เป็นโมฆะ 

             หลายคนก็มีความคิดเป็นเลิศในการพลิกผันสถานการณ์ด้วยการจัดขบวน รถไฟไม่ให้ชนกันโดยอาศัยทะเบียนสมรส    สมมติว่าคัทลียาจดทะเบียนสมรสกับภราดรแล้ว  ภราดรก็ไปจดทะเบียนสมรสกับดวงกมลซ้อนเข้าไป  หลังจากนั้นเพื่อให้มีทะเบียนเพียงหนึ่งเดียว ภราดรก็ไปจดทะเบียนหย่ากับคัทลียา  อย่างนี้ไม่ได้ทำให้ทะเบียนสมรสของดวงกมลเป็นผลบังคับ  เพราะขณะจดทะเบียนกับดวงกมลนั้นมันซ้อนกับทะเบียนของคัทลียาอยู ่  เป็นอันว่าภราดรจึงเป็นสามีที่ไม่มีสังกัดเป็นสามีตามกฎหมายของ ทั้งคัทลียาและดวงกมลไปในที่สุด

 

ผลของทะเบียนสมรส

             การจดทะเบียนสมรสทำให้เกิดสิทธิและหน้าที่ต่างๆมากมาย  เรียกว่ามีทั้งที่น่าดีใจและอาจเสียใจก็ได้แล้วแต่ว่าถูกใจใคร 

             อย่างแรกก็คือ  หน้าที่หรือสิทธิที่มีต่อกันในฐานะสามีภรรยา  ได้แก่ การอุปการะเลี้ยงดูซึ่งกันและกัน  ไม่ว่าใครจะมีปัญญาเลี้ยงดูใครไม่เลือกว่าชายต้องดูแลหญิง  สิทธิที่ผู้หญิงจะได้ใช้ชื่อสกุลของฝ่ายชาย และการต้องเปลี่ยนคำนำหน้าเป็น “นาง” ตลอดไป   สิทธิที่จะได้รับมรดกหากอีกฝ่ายด่วนตายไปก่อน  สิทธิที่จะหึงหวงคู่สมรสของเราอย่างออกหน้าออกตาตามกฎหมายหากมี มือที่สามเข้ามาก้าวก่ายป่วนเรา  ได้แก่  การเรียกค่าเสียหายหรือค่าทดแทนในกรณีที่ภรรยาถูกล่วงเกินในทำน องชู้สาว หรือมีผู้หญิงอื่นมาแสดงตนโดยเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์กับสามีใ นทำนองชู้สาว

เรื่องทรัพย์สินเงินทองก็ต้องมากองเป็นกระเป๋าเดียวกันโดยไม่คำ นึงว่าใครจะเป็นฝ่ายทำมาหาได้และไม่ว่าอีกฝ่ายจะเป็นคุณนายหรือ คุณผู้ชายอยู่ที่บ้านไม่ทำงานข้างนอกก็ตาม   เรียกว่าเป็น “สินสมรส” ซึ่งต่างก็มีอำนาจจัดการทรัพย์สินสมรสเองได้ไม่ต้องขออนุญาตต่อ กัน เว้นแต่เป็นเรื่องที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของครอบ ครัวตามที่กฎหมายบัญญัติควบคุมไว้   จะต้องได้รับความยินยอมจากอีกฝ่ายหนึ่งเสียก่อน  ได้แก่  การจัดการเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ทั้งหลายแหล่  พวกที่ดิน เป็นอาทิ  ไม่ว่าจะเป็นการขาย แลกเปลี่ยน ขายฝาก ให้เช่าซื้อ จำนอง ปลดจำนอง หรือโอนสิทธิจำนอง    การทำให้มีหรือทำให้หมดไปซึ่งภารจำยอม สิทธิอาศัย สิทธิเก็บกิน สิทธิเหนือพื้นดิน หรือภารติดพัน  การให้เช่าอสังหาริมทรัพย์เกินสามปี  หรือการขาย ขายฝาก ให้เช่าซื้อ จำนอง ปลดจำนอง หรือโอนสิทธิจำนองทรัพย์สินที่จำนองได้   การให้กู้ยืมเงินหรือให้โดยเสน่หาที่ไม่ใช่การให้ตามสมควรเพื่อ การกุศลหรือการสังคมหรือตามหน้าที่ธรรมจรรยา   การประนีประนอมยอมความ การมอบข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการวินิจฉัยหรือการนำทรัพย์สินไปเ ป็นประกันหรือหลักประกันต่อเจ้าพนักงานหรือศาล

             ไม่ต้องเป็นกังวลว่าถ้าอีกฝ่ายดื้อแพ่งไม่ให้ความยินยอมก็ไม่ต้ องเป็นอันทำอะไร  เพราะกฎหมายก็เปิดช่องให้ฝ่ายที่ไม่ได้รับความร่วมมือยื่นคำร้อ งต่อศาลขอให้อนุญาตแทนได้ถ้าการที่อีกฝ่ายไม่ยินยอมนั้นไม่มีเห ตุผลอันสมควร 

             แม้จะมีสินสมรสร่วมกันแต่การจดทะเบียนไม่ไปเกี่ยวข้องทรัพย์สิน ที่ได้มาในระหว่างสมรสจากการที่มีคนยกให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง   หรือทรัพย์สินที่มีอยู่ก่อนสมรสแล้ว

             นอกจากสิทธิหน้าที่ในระหว่างกันแล้ว  การจดทะเบียนสมรสยังเกิดอานิสงค์แก่คนอื่นไม่น้อย  ได้แก่ ลูกที่เกิดมาในระหว่างสมรสเป็นลูกโดยชอบด้วยกฎหมายของพ่อ  ทำให้ลูกได้สิทธิมากมายในฐานะลูกของพ่อ   ถ้าหนี้สินที่สามีหรือภรรยาก่อให้เกิดขึ้นในระหว่างสมรสและเป็น หนี้ที่เกี่ยวกับการจัดการบ้านเรือน จัดหาสิ่งจำเป็นของครอบครัว การอุปการะเลี้ยงดู รักษาพยาบาลบุคคลในครอบครัวและการศึกษาของลูกตามควร หนี้ที่เกี่ยวข้องกับสินสมรส รวมทั้งหนี้ที่เกิดขึ้นเนื่องจากการทำงานที่สามีภรรยาทำด้วยกัน และหนี้ที่ฝ่ายใดก่อเพื่อประโยชน์ของตนฝ่ายเดียวแล้วอีกฝ่ายไปใ ห้สัตยาบันด้วย   อย่างนี้เจ้าหนี้เรียกบังคับชำระหนี้ได้จากสินสมรส  นั่นหมายความว่าถ้าเกิดทรัพย์สินสมรสไม่พอใช้หนี้แล้ว  เจ้าหนี้ก็ตามล้างตามล่าเอากับทรัพย์สินส่วนตัวของทั้งสามีและภ รรยาได้เพราะถือว่าเป็น “หนี้ร่วม”ที่จะต้องรับผิดชอบร่วมกัน 

ในทางกลับกัน  ถ้าใครบังอาจมาทำละเมิดกับสามีหรือภรรยาจนถึงแก่ความตาย  เช่น ขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย  ภรรยาหรือสามีของผู้ตายก็ใช้สิทธิเรียกค่าเสียหายจากการขาดไร้อ ุปการะได้  เพราะเป็นหน้าที่ของคู่สมรสที่จะต้องอุปการะเลี้ยงดูกัน   ยังไม่หมดเพียงแค่นี้  เรื่องภาษีก็สามารถยื่นโดยหักค่าลดหย่อนคู่สมรสได้อีกด้วย 

             นี่แค่ตัวอย่างเบาๆให้เย้ายวนใจในการจดทะเบียนสมรส    แต่ถ้าจะมองโลกให้กว้างขึ้นอีกหน่อยก็คือ  ทะเบียนสมรสเป็นเครื่องผูกมัดตามกฎหมายให้ทั้งสองฝ่ายต้องมีควา มผูกพันกัน  การซื่อสัตย์และดูแลกันจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่พ่วงติดมากับทะเบี ยนด้วย   และหากถึงคราวที่อยากจะออกจากสถานะความเป็นสามีภรรยาตามกฎหมายก ็ต้องกระบวนการจดทะเบียนหย่าตามมา ซึ่งอาจสร้างความว้าวุ่นใจหากอีกฝ่ายไม่อยากจะเลิกพอสมควร

 

อายุของทะเบียนสมรส

            

ถ้าจดกันถูกต้องตามกฎหมาย ทะเบียนก็จะมีอายุยืนยาวตลอดไปจนกว่าจะได้จดทะเบียนหย่า ซึ่งเมื่อตัดสินใจจะใช้ชีวิตร่วมกันฉันสามีภรรยาแล้ว  ไม่มีใครอยากเลิกกัน แต่เมื่อเวลาผ่านไป ใจของคนใดคนหนึ่งก็อาจเปลี่ยนได้  แต่ทะเบียนเมื่อจดไปแล้วจะเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนได้ก็ต้องอาศัย ความร่วมมือของสองฝ่าย  มิเช่นนั้นก็ต้องนำเรื่องไปฟ้องที่ศาลให้หย่าขาดจากกันไป

ถ้ายินยอมพร้อมใจกันหย่าก็เพียงพากันไปที่อำเภอหรือสำนักงานเขต  แล้วก็ตกลงแบ่งปันสินสมรสกันรวมทั้งตกลงเรื่องลูกและค่าเลี้ยงด ูทั้งหลายให้สบายใจทั้งสองฝ่าย  แต่ถ้าฝ่ายหนึ่งอยากลาออก แต่อีกฝ่ายไม่อยากออก การไล่ออกจากสถานภาพต้องผ่านกระบวนการทางศาล  โดยจะต้องมีเหตุฟ้องหย่าตามกฎหมายกำกับเอาไว้ด้วย 

 

 

             ทะเบียนสมรสเป็นเรื่องมงคล เขาถึงมีพิธีศาสนา พิธีฉลอง พ่วงมาด้วยเสมอ  แต่เวลาที่การสมรสไม่เวิร์ค  ทะเบียนสมรสกลับกลายเป็นขวากหนามในการดำรงชีวิตต่อไปอย่างเสรีข องทั้งสองฝ่าย  และสิ่งที่เกิดมีเกิดเป็นจากการจดทะเบียนสมรสที่ต้องมีการเคลีย ร์และสะสางกันไปเพื่อตั้งต้นชีวิตใหม่ก็อาจทำให้หลายคนเข็ดขยาด กับการมีทะเบียนไม่น้อย   ซึ่งนั่นเป็นเรื่องภายหลังจากการที่ความรักล่มสลาย  แต่ถ้าคิดถึงในระหว่างที่ความรักยังอบอุ่นและจริงใจอยู่นั้น  ทะเบียนสมรสเป็นเสมือนเครื่องเตือนใจให้ตรึกตรองก่อนตัดสินใจขั ้นเด็ดขาดที่จะหันหลังให้กัน 

ดังนั้น แม้ตัวทะเบียนสมรสเองจะไม่ใช่เครื่องหมายแห่งความรักและไม่อาจเ ป็นประกันว่าชีวิตสมรสจะยืนยาวตลอดไป แต่ก็มีความหมายตอกย้ำสิทธิและหน้าที่ของกันและกันตามกฎหมายและ คุ้มกันมิให้ใครผู้ใดมาทำร้ายสิทธิในความเป็นสามีหรือภรรยาที่ม ีต่อกันได้อย่างลอยนวล

             แม้ความรักจะไม่ได้อยู่ที่ทะเบียนสมรส หรือกฎหมาย แต่อยู่ที่หัวใจของคู่รัก  ดังนั้นทะเบียนสมรสจะดีสำหรับเราหรือไม่  คำตอบไม่ได้อยู่ที่ตัวกฎหมาย แต่อยู่ที่ว่าเราเข้าใจบทบาทหน้าที่ตามที่กฎหมายวางกรอบเอาไว้ใ ห้โดยอาศัยศีลธรรมเป็นเกณฑ์ดีแค่ไหนต่างหาก   และเมื่อนั้น วันหรือเดือนแห่งความรักก็ไม่ต้องเป็นเดือนที่ต้องเร่งรีบกันไป จดทะเบียนสมรส  แต่เป็นการฉลองความรักที่ประคองกันมาได้อีกวาระหนึ่ง โดยมีทะเบียนสมรสเป็นเครื่องหมายประกันคุณภาพสำหรับคู่รักคู่รส นั้น  ก็ขอให้เป็นที่รักของผู้คนในเดือนแห่งความรักสำหรับปีนี้และตลอ ดไป.

 

จะหย่าจะแต่ง..ก็ต้องรู้ไว้ "สินสมรส-สินส่วนตัว"

    เงินทองเป็นของนอกกาย แต่ก็น้อยคนนักที่จะหักใจ ไม่ว่าจะเป็นพี่น้อง หรือ พ่อแม่ลูกก็ตาม เงินก็ทำให้ความรักของคนเหล่านั้นหดหายไปได้ หลายคู่ที่แต่งงานโดยไม่ได้คำนึงถึงเธอรวยหรือ ฉันจน หรือใครจะคุมกองคลังของครอบครัว แต่เมื่อความรักล่มสลาย
    ทั้งสองฝ่ายต่างต้องประหลาดใจที่กฎหมายระบุต่างจากที่น่าจะเป็น หลายรายเป็นฝ่ายเข้ามาควบคุมกำกับดูแลการใช้จ่าย ในครอบครัว แต่เอาเข้าจริงกลับต้องสู­เสียสิ่งที่คิดว่าเป็นสิทธิของตั วเอง เพราะกฎหมายกับความเข้มใจนั้นเป็นคนละเรื่องเดียวกัน

เมื่อแต่งงานกันแล้ว ทรัพย์สินจะถูกจัดสรรเป็นส่วน คือ

1. ส่วนที่เป็นสินสมรส (คือ เป็นเจ้าของทรัพย์สินร่วมกัน มีส่วนแบ่งกันคนละครึ่ง) กับ
2. ส่วนที่เป็นสินส่วนตัว (คือ เป็นทรัพย์สินของใครของมัน ไม่กระเด็นไปยังภรรยาหรือสามี)  แต่อาจจะสับสนบ้างว่า อย่างไหนที่จะส่วนตัว อย่างไหนที่จะร่วมกันเป็นเจ้าของตามกฤหมาย

“สินสมรส” คือ ทรัพย์สินที่ได้มาในระหว่างสมรส และบรรดาที่เป็นสินส่วนตัวด้วย ส่วนสินส่วนตัวนั้น ได้แก่ ทรัพย์สินที่มีอยู่ แล้วก่อนสมรส หรือบรรดาที่เป็นเครื่องใช้ส่วนตัวทั้งหลาย จนถึงเครื่องประดับตามฐานะ รวมทั้งเครื่องมือเครื่องใช้ที่จำเป็นในการประกอบอาชีพ แต่หลายคนก็ไม่รู้ว่านอกจากนั้นแล้ว กฎหมายยังขยายความถึงทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรสที่มีคนยกให้ หรือได้มรดกมาด้วย แต่ถ้ายกให้หรือเป็นมรดกตามพินัยกรรมที่ระบุว่าให้เป็นสินสมรส ก็ต้องเป็นสินสมรส เรามักได้ยินข่าวที่พ่อแม่ไม่อยากยกที่ดินให้ลูกสาวที่แต่งงานแ ล้ว เพราะกลัวจะกลายเป็นสินสมรส แท้จริงแล้ว การยกให้ใน ระหว่างสมรส ไม่ได้ทำให้ทรัพย์สินนั้นกลายเป็นสินสมรส เว้นเสียแต่ระบุในหนังสือยกให้ว่าเป็นสินสมรส ยิ่งถ้าเป็นมรดกก็แน่นอน ที่จะเป็นสินส่วนตัว

สั­­าก่อนสมรส

ก่อนที่ชายห­ิงจะจดทะเบียนสมรสกัน กฎหมายให้สิทธิคู่สมรสที่จะทำสั­­าก่อนสมรส กำหนดเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างสามี ภริยา ในเรื่องทรัพย์สินได้ ซึ่งหากไม่มีสั­­าก่อนสมรสได้ ความสัมพันธ์ระหว่างสามีภรรยาในเรื่องทรัพย์สิน ต้องเป็นไปตามกฎหมาย

สินสมรสที่เป็นอสังหาริมทรัพย์ทั้งหลายคือ ทรัพย์ที่เคลื่อนที่ได้ เช่น เงิน ทอง เพชร รถ ฯลฯ คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีอำนาจจัดการได้ตามลำพัง เฉพาะอสังหาริมทรัพย์ได้แก่บ้าน ที่ดิน คอนโด ที่เป็นการขาย จำหน่าย จำนองที่กฎหมายบังคับให้คู่สมรสจะต้องจัดการร่วมกัน หรือต้องได้รับความยินยอมจากคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่ง ส่วนการซื้ออสังหาริมทรัพย์เป็นการได้มา คู่สมรสย่อมจัดการตามลำพังได้อยู่แล้ว

ที่กล่าวมาคือ ความสัมพันธ์ระหว่างสามีภริยา ในเรื่องการจัดการทรัพย์สินที่เป็นสินสมรส ดังนั้นคู่สมรสใดที่ต้องการที่จะจัดการเกี่ยวกับการขายอสังหาริ มทรัพย์ตามลำพัง โดยไม่ต้องจัดการร่วมกัน หรือต้องขอความยินยอมจากอีกฝ่ายหนึ่ง จึงอาจทำได้โดยการทำสั­­าก่อนสมรส

สั­­าก่อนสมรสทำได้โดยการจดแจ้งสั­­าก่อนสมรสไ ว้ในทะเบียนสมรส พร้อมกันไปกับ การจดทะเบียนสมรส หรือจะทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่อคู่สมรสและพยานอย่างน้อยสองคน แนบไว้ท้ายทะเบียนสมรส พร้อมทั้งจดไว้ในทะเบียนสมรส ในขณะจดทะเบียนสมรสว่า ได้มีสั­­าดังกล่าวแนบไว้ สั­­าก่อนสมรสใดที่ตกลงกันไว้ถ้าไม่ทำตามที่กฎหมายกำหน ดแนบไว้ สั­­าก่อนสมรสนั้นจะตกเป็นโมฆะ

อย่างไรก็ตาม การทำสั­­าก่อนสมรส จะต้องเป็นเรื่องของการจัดทรัพย์สิน ดังนั้นเงื่อนไขข้อที่ 2 ของคุณว่า ต้องการหย่าขาดกัน ให้สินสมรสทั้งหมดตกเป็นของภริยาฝ่ายเดียว โดยสามีไม่มีสิทธิในสินสมรสนั้น สั­­าก่อนสมรสตราเงื่อนไขข้อที่ 2 ใช้บังคับไม่ได้ เพราะไม่ใช่สั­­าที่เกี่ยวกับการจัดการทรัพย์สิน แต่เป็นสั­­าเกี่ยวกับ การแบ่งทรัพย์สินหลังจากการหย่า เงื่อนไขที่ 2 ถึงแม้จะเขียนไว้ก่อน เป็นสั­­าก่อนสมรสในทะเบียนสมรสก็ไม่อาจใช้บังคับได้

โดยทั่วไปสั­­าก่อนสมรส เมื่อได้ทำขึ้นตามแบบที่กฎหมายกำหนดคือ บันทึกไว้ในทะเบียนสมรส ในขณะที่มีการจดทะเบียนสมรสแล้ว จะทำให้ผูกพันคู่สมรสตลอดไป การจะเปลี่ยนแปลงเพิกถอนสั­­าก่อนสมรสที่ทำไว้จะทำไม่ได้ นอกจากจะได้รับอนุ­าตจากศาล และแม้จะมีข้อความในสั­­าก่อนสมรสไว้ให้สามีภริยามีสิท ธิที่จะต กลงเปลี่ยนแปลงเพิกถอนสั­­าก่อนสมรสได้ ข้อตกลงเช่นนี้บังคับไม่ได้

การเปลี่ยนแปลงเพิกถอนสั­­าก่อนสมรส ต้องร้องขอต่อศาลให้อนุ­าตเท่านั้น ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้คู่สมรสที่อยู่กินจดทะเบียนกันแล้วซึ ่งต่อไปอาจตกอยู่ใต้อิทธิพลของอีกฝ่ายหนึ่ง คู่สมรสฝ่ายที่เสียประโยชน์อาจถูกบีบบังคับให้เปลี่ยนแปลงเพิกถ อนสั­­าก่อนสมรส โดยเต็มใจหรือไม่เต็มใจก็ได้ เพื่อให้การคุ้มครองในเรื่องนี้ จึงต้องให้ศาลอนุ­าต แต่สั­­าก่อนสมรสที่ได้ทำ และต้องการแก้ไขเปลี่ยนแปลง หากยังไม่มีการจดทะเบียนสมรส ย่อมแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้เสมอ

 แต่งกับฝรั่ง

ความรักไม่มีพรมแดนมานานก่อนยุคโลกไร้พรมแดนเสียอีก เมื่อศรรักปักอกปักใจว่าตะแต่งงานกับชายคนนี้เท่านั้น แล้วเกิดเป็นฝรั่งตาน้ำข้าวหรือชาวอื่นที่ไม่ใช่ชาวไทย ก็เริ่มสับสนหัวใจว่าจะจดทะเบียน

สมรสหรือไม่ แท้จริงแล้ว จะจดกับประเทศไหนก็มีผลตามกฎหมายทั้งนั้น ทั้งห­ิงและชายที่ได้สามีหรือภรรยาเป็นชาวต่างชาติ คือ ไม่มีสั­ชาติไทยจะแต่งงานที่ประเทศไหนก็ได้ทั้งนั้น ถ้าจดตามประเทศ

ของเขาหรือเธอ กฎหมายไทยก็รับรองสถานภาพ ของคู่นี้ว่าเป็นสามีภรรยาตามกฎหมาย โดยไม่ต้องจดทะเบียนตามกฎหมายไทย แต่ถ้าอยากจะแต่งให้ครบก็ทำได้โดยการ ไปจดทะเบียนที่สำนักงานเขตหรือ

อำเภอ หรือถ้าอยู่ต่างประเทศ ก็ไปที่สถานกงศุลไทยในประเทศนั้น ไม่ยุ่งยากอย่างที่กังวลเลย

ที่กล่าวว่าจดทะเบียนตามกฎหมายของประเทศอื่นแล้วจะจดที่ไทยบ้าง นั้น ไม่ต้องไปทำเป็นทะเบียนสมรส เพียงแค่จดทะเบียน ฐานะครอบครัวก็พอ นายทะเบียนก็จะบันทึกหลักฐานเอาไว้ และมอบเอกสารให้

เก็บคนละฉบับ แต่ต้องแสดงหลักฐานต่อนายทะเบียนว่า ได้แต่งงานตามกฎหมายของประเทศไหนไปแล้ว บางคู่นึกอยากกิ๊บเก๋ไปจดทะเบียนสมรสในประเทศอื่น เช่น ไทยกับอเมริกัน แต่งงานกันที่ออสเตเรีย

อย่างนี้ก็ยังมีสถานะเป็นสามีภรรยากันตามกฎหมายที่ประเทศไทยยอม รับ และที่ว่าจดทะเบียนก็อาจไม่ใช่เพราะกฎหมายประเทศนั้นมีแบบพิธีเ ป็นอย่างอื่น ถ้าได้ทำตามแบบของเขาแล้ว ก็ถือเป็นใช้ได้

เมื่อได้แต่งงานเรียบร้อยโรงเรียนฝรั่งหรือไทยแล้ว ความสัมพันธ์ทางกฎหมายก็ให้เป็นไปตามกฎหมายแห่งสั­ชาติของส ามี อย่างนี้ห­ิงไทยจะมีสามีเป็นชาวต่างชาติก็ต้องรู้กฎหมายในเ รื่อ งนี้ไว้ด้วย โดย

เฉพาะเรื่องทรัพย์สินเงินทองที่ต้องเป็นไปตามเขาเว้นเสียแต่เป็ นเรื่องของอสังหาริมทรัพย์ คือ บรรดาที่ดินทั้งหลายก็ให้ใช้กฎหมายที่ที่ดินตั้งอยู่นั้นมาบังค ับ  อยู่กันไปก็ยุ่งยากนัก อยากจะเลิกหรือหย่าล้างขึ้น

มา ก็ต้องไปว่ากันตามกฎหมายที่ไปจดไปแต่ง ซึ่งเมื่อทำแล้วกฎหมายไทยก็ ยอมรับสถานะว่าเป็นหม้ายแล้วเหมือนกัน แต่ถ้าจะหย่ากันก็ต้องได้ความว่า กฎหมายของประเทศทั้งสองฝ่ายยอมให้หย่ากันได้ ไม่

เช่นนั้นจะลำบาก เป็นอันว่าเขาก็ต้องรู้กฎหมายไทยบ้างเหมือนกัน นั่นเป็นเรื่องหย่าโดยความยินยอม แต่ถ้าการหย่าชนิดที่มีเรื่องทะเลาะกันจนต้องฟ้องร้องศาล หากอยู่ที่เมืองไทยก็ฟ้องได้ไม่ว่ากัน เพียงแต่ต้อง

ให้ได้ความว่า กฎหมายแห่งสั­ชาติของทั้งสามีและภรรยา ยอมให้หย่าได้ และให้ใช้เหตุหย่าตามกฎหมายไทย

การแต่งการหย่านี้ ต่อให้ฝรั่งต่างชาติแต่งงานกันโดยไม่ได้ผูกพันมีสั­ชาติไทย ก็สามารถจดทะเบียนได้ แต่ต้องให้ได้ความว่า กฎหมายของประเทศเหล่านั้นยอมให้แต่งได้ หรือว่าแต่งตามกฎหมายเขาแล้ว

ทะเลาะเบาะแวงในเมืองไทย รอไปหย่าที่ไหนไม่ทันใจแล้วจะต้องฟ้องศาลไทยก็ทำได้เช่นกัน

กฎหมายออกมาแบบนี้ เป็นการประกันความมั่นคงของครอบครัวได้ ไม่ต้องกังวลว่าสามีภรรยาคู่ไหน ที่เข้ามาในประเทศไทยแล้วไม่ได้แต่งงานตามกฎหมายไทยจะกลายเป็นค นไร้คู่ตามกฎหมาย และสาวไทย

หรือหนุ่มไทยหน้าไหน ที่มาแย่งสามี หรือภรรยาของเราไป ไม่ว่าชั่วคราวหรือถาวรก็จะมาอ้างกฎหมายไทยว่า ไม่มีทะเบียนสมรสไม่ได้ ถ้ารู้อยู่ว่าเขาหรือเธอนั้นมีคู่สมรสเป็นตัวเป็นตนแล้ว เมื่อได้คำพิพากษา

ว่าหย่าแล้ว ต้องนำไปจัดการตามแบบของกฎหมายที่ประเทศนั้นๆ บางคนไม่ได้จดทะเบียนสมรสตามกฎหมายไทย แต่อยากจดทะเบียนหย่าไว้เป็นหลักฐานก็สามารถทำได้ เพียงแต่ต้องจดทะเบียนฐานะครอบ

ครัว แล้วค่อยจดทะเบียนหย่า ก็จะได้ทะเบียนหย่ามาใส่กรอบไว้ที่หัวเตียงตามประสงค์ ความรักมักไม่เลือกสั­ชาติ แต่เรื่องของโอกาสและสิทธิทางกฎหมายนั้น เลือกกันได้ จะแต่งกับคนไทยหรือฝรั่งก็ระวัง
ข้อกฎหมายไว้เป็นดี

การหย่าในประเทศไทย

ทนายความด้านการหย่า สำนักงานกฎหมาย ชนินาฏ แอนด์ ลีดส์ จะคอยช่วยเหลือทุกเรื่องในการขอหย่าในประเทศไทย

การพิจารณาโดยทั่วไปสำหรับการหย่าในประเทศไทย

ในขณะที่การจัดการเรื่องการสมรสในประเทศไทยนั้นเป็น กระบวนการที่ค่อนข้างตรงไปตรงมา แต่ การขอหย่าก็อาจจะมีความยุ่งยากซับซ้อนขึ้นอีกเล็กน้อย มีปัจจัยหลายประการที่จะเข้ามามีบทบาทเมื่อมีการประเมินว่าจะ เป็นไปได้หรือไม่ที่จะหย่าโดยชอบด้วยกฏหมายในประเทศไทย โดยปกติแล้วอาจกล่าวได้ว่า ถ้าปัจจุบันท่านหรือคู่สมรสของท่านอาศัยอยู่ในประเทศไทย ท่านสามารถยื่นฟ้องหย่าในประเทศไทยได้ ถ้าทั้งสองฝ่ายขอหย่าร่วมกัน การดำเนินการหย่าก็ค่อนข้างเป็นเรื่องง่าย แต่ถ้าคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่สมัครใจ หรือไม่สามารถเข้าร่วมในการดำเนินคดีหย่าได้ กระบวนการทางกฏหมายก็อาจเกิดความซับซ้อนมากขึ้น เนื่องจากมีหลายปัจจัยที่อาจเข้ามาเกี่ยวข้องซึ่งโดยปกติแล้วจะ มีความจำเป็นที่ต้องได้รับความช่วยเหลือบริการทางกฏหมายของ ผู้ประกอบวิชาชีพด้านกฏหมายเพื่อแนะนำท่าน ในการดำเนินขั้นตอนซึ่งมีความซับซ้อนนี้ เรามีความรู้และความเข้าใจในตัวแปรหลายๆประการที่มีความแตกต่าง กัน ซึ่งเกิดขึ้นในการดำเนินคดีหย่าที่มีความยุ่งยากซับซ้อน และทนายความด้านการหย่าของเราจะให้บริการในลักษณะ ที่เป็นการเฉพาะบุคคล เพื่อให้ตรงตามความต้องการที่เป็น การเฉพาะของแต่ละท่าน

จะดำเนินการหย่าในประเทศไทยได้อย่างไร ถ้าทั้งคู่สมรสและตัวข้าพเจ้าเองยินยอมที่จะหย่า

ถ้าก่อนหน้านี้ท่านได้จดทะเบียนสมรสไว้ที่สำนักงานเขตในพื้นที่ (เขตหรืออำเภอ) ท่านอาจจะดำเนินการ จดทะเบียนหย่า ได้ ในประเทศไทย การดำเนินการหย่าที่สำนักงานเขตในพื้นที่นั้นกำหนดไว้ว่าท่านแล ะคู่สมรสของท่านจะต้องไม่มีข้อโต้แย้งเรื่องการปกครองบุตรหรือท รัพย์สิน ( “ การหย่าที่ไม่มีการโต้แย้ง ” ) ถ้ามีสินทรัพย์ที่จะต้องแบ่งกันหรือในเรื่องที่เกี่ยวกับการปกค รองบุตร ขอ แนะนำให้มีนักกฏหมายไปร่วมในการดำเนินการหย่าในลักษณะนี้ด้วย โดยปกติแล้วการเขียนสั­­าการหย่าไว้ล่วงหน้าจะเป็นการด ี

เมื่อจดทะเบียนหย่า เจ้าพนักงานจะถามคำถามท่านเกี่ยวกับแผนการในอนาคตของท่าน สถานการณ์ด้านการเงินและบุตร (ถ้ามี) และจะให้ท่านกรอกแบบฟอร์มที่มีรายละเอียดเกี่ยวกับเงื่อนไขในกา รหย่าและเรื่องอื่น ๆ โดยในการหย่านั้นจะต้องมีพยานรับรองจำนวนสองคน

อย่างไรก็ตาม ถ้าหากว่ามีการโต้แย้งการหย่า คู่กรณีจะต้องดำเนินการผ่านระบบศาล โดยในการยื่นฟ้องต่อศาลเพื่อขอหย่านั้น โจทก์หรือจำเลย (หรือทั้งสองคน) จะต้อง เป็นผู้ที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย

จะเป็นอย่างไรถ้าคู่สมรสของข้าพเจ้าไม่ยอมหย่า

ถ้าภรรยาหรือสามีไม่ยินยอมหย่า ท่านจะต้องยื่นมูลฟ้องต่อศาล ในการดำเนินการหย่าในกรณีนี้ ตามระเบียบการดำเนินการหย่าแล้ว ท่านจะต้องอ้างมูลเหตุในการหย่าและท่านจะต้องมาแสดงตัวต่อศาลด้ วยตนเอง โดยทั่วไปแล้วมูลเหตุในการหย่าในประเทศไทยมีดังนี้ :

* แยกกันอยู่เป็นระยะเวลา 3 ปี

* คู่สมรสฝ่ายหนึ่งได้ทอดทิ้งอีกฝ่ายหนึ่งนานกว่าหนึ่งปี

* สามีมียกย่องผู้ห­ิงอื่นฉันท์ภรรยา

* ภรรยาคบชู้

* คู่สมรส ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง กระทำความผิด (อา­าหรืออื่น ๆ)

* คู่สมรส ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ถูกจำคุกเป็นเวลาเกินหนึ่งปี

* คู่สมรส ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ทำร้ายร่างกายหรือจิตใจอีกฝ่ายหนึ่ง

* ไม่เลี้ยงดู อุปการะ คู่สมรส ตามสมควร

* คู่สมรส ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง มีความวิกลจริตที่ไม่อาจรักษาได้เป็นเวลาอย่างน้อย 3 ปี

* คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีความประพฤติที่ไม่ดี

* คู่สมรส ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เป็นโรคติดต่อที่ไม่สามารถรักษาได้

* คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีสภาพแห่งกายทำให้ไม่อาจร่วมประเวณีได้ ฉันท์สามีภรรยา

จะเป็นอย่างไรถ้าคู่สมรสของข้าพเจ้าหรือข้าพเจ้าอยู่ในต่างประเ ทศ

ถ้าไม่มีการโต้แย้งการหย่า ทั้งสองฝ่ายจะต้องมาที่ที่ทำการอำเภอเพื่อจดทะเบียนหย่าถ้าท่าน สมรสและคู่สมรสของท่านไม่เห็นชอบกับการหย่าในประเทศไทย ท่านจะต้องขอคำตัดสินจากศาล ถ้าท่านอยู่ในต่างประเทศ ทนายความสามารถยื่นฟ้องหย่าแทนท่านได้ อย่างไรก็ตาม ท่านจะต้องมาด้วยตนเองเมื่อศาลพิจารณาการฟ้องหย่า

ถ้าคู่สมรสของท่านไม่มาแสดงตัวหรือไม่กลับมายังประเทศไทยเพื่อโ ต้แย้งการหย่า ท่านยังสามารถดำเนินการได้ โดยที่มีเงื่อนไขว่าคู่สมรสของท่านต้องได้รับแจ้งถึงการดำเนินก ารหย่าอย่างเพียงพอเหมาะสมแล้ว จะต้องยื่นขอหมายจากศาลไทย ถ้าคู่สมรสของท่านไม่ได้อยู่ในประเทศไทย และอาจอนุ­าตให้ดำเนินการอย่างอื่น (อย่างเช่น โดยการลงประกาศ) ในบางสภาพการณ์ ถ้าคู่สมรสของท่านไม่ตอบหมายศาลจะมีการดำเนินคดีหย่าโดยถือเป็น การผิดนัด

จะมีการแบ่งทรัพย์สินและหนี้สินค้างชำระกันอย่างไรในกรณีที่มีก ารหย่า

ประเทศไทยมี อำนาจตัดสินคดี ที่เกี่ยวข้องกับ “ สินสมรส ” เมื่อคู่สมรสจะหย่ากันในประเทศไทย ทรัพย์สินส่วนบุคคล (สินส่วนตัว) ซึ่งได้แก่สินทรัพย์และทรัพย์สินที่ถือครองมาก่อนการสมรส โดยปกติแล้วจะยังคงเป็นทรัพย์สินของผู้เป็นเจ้าของ สินทรัพย์และทรัพย์สินที่ถือครองในระหว่างการสมรสนั้นโดยทั่วไป แล้วจะถือเป็นสินสมรสโดยที่

คู่สมรสทั้งสองฝ่ายมีกรรมสิทธิ์ กฎซึ่งเกี่ยวกับการแบ่งทรัพย์สินนั้นมีความซับซ้อนและศาลไทยจะเ ป็นผู้แบ่งทรัพย์สินตามกฏหมายตามข้อเท็จจริงแต่ละประการในคดี

หนี้สินที่เกิดขึ้นระหว่างการสมรส ไม่ว่าที่เกี่ยวกับครอบครัว การรักษาพยาบาลหรือการศึกษานั้นโดยทั่วไปจะอยู่ในความรับผิดชอบ ของทั้งสองฝ่าย

ถ้าข้าพเจ้ามีสั­­าก่อนการสมรสแล้วจะเป็นอย่างไร

ในประเทศไทยนั้นอนุ­าตให้มีการทำสั­­าก่อนการสมรสไ ด้โดยที่มีเง ื่อนไขว่าจะต้องสอดคล้องกับข้อกำหนดวิธีปฏิบัติในกฏหมายไทย สั­­าก่อนการสมรสที่จัดทำขึ้นอย่างถูกต้องนั้นโดยปกติแ ล้วจะถือ เป็นสั­­าที่มีผลใช้ได้ตามกฏหมายในเขตอำนาจศาล ในการที่จะให้สั­­าก่อนการสมรสมี ผลตามกฏหมายในเรื่องที่เกี่ยวกับ การสมรสที่จดทะเบียนในประเทศไทยนั้นจะต้องให้ทั้ง สองฝ่ายลงชื่อในสั­­า ตลอดจนมีพยานสองคนด้วย และจะต้องยื่นต่อสำนักงานเขตในพื้นที่ไว้เป็นการล่วงหน้า
 
ภาษีของสามี-ภรรยา

    แต่งงานกันมันอยู่บนฐานแห่งความรักความเข้าใจก็ใช่อยู่&a mp;a mp;a mp;n bsp; แต่เมื่อแต่งกันแล้วยังมีเรื่องเงินทองทรัพย์สินและภ าระหน้าที่ติดตาม
มาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้  แม้ว่าจะไม่ได้เค็มใส่กันส ักเท่าไร  แต่การทำมาหาได้ในระหว่างแต่งงานยังมีเรื่ องของภาษี  ที่ทั้งสามี
ภรรยามีหน้าที่ต้องนำมาจ่ายให้แก่รัฐ

เดี๋ยวนี้สิทธิของบุรุษและสตรีกำลังจะมีความเท่าเทียมกัน   ภรรยาหลายบ้านจึงมีงานมีการเป็นของตัวเอง  ทำใ ห้มีรายได้มาเสริม
ครอบครัว  ไม่ว่าจะในลักษณะที่เป็นการทำงานกินเงินเด ือน  ทำธุรกิจ เป็นเรื่องเป็นราว  หรือทำการค้าเล็กน้อยพอมีรายได้ม าจุนเจือ
ครอบครัว  ไม่ว่าสามีจะพอใจในการทำมาหาได้ของภรรยาหร ือไม่  กฎหมายในเรื่องภาษีก็จะต้องเข้ามามีบทบาท& ; ; ;nbs p; หากภรรยามี
รายได้เช่นนี้ เพียงแต่รู้แล้วอย่าตกใจ  กฎหมายกำหนดให้เงินได้ของภ รรยาถือเป็นเงินได้ของสามีอีกด้วย

คุณสามีก็อย่าได้ดีใจถือโอกาสทวงรายได้มาใส่กระเป๋าตัวเอง  ; ; ; ; แม้ความเป็นจริงของภรรยาจะเป็นผู้เก็บเงินได้ทั้งของตัว เองและ
ของสามีเอาไว้ดูแลแต่เพียงฝ่ายเดียวก็ตาม  ความสำคั& amp; amp; shy; ยังอยู่ที่ว่า กฎหมายถือว่า เงินได้ของภรรยาเป็นเงินได้ของสามี
ผลก็คือ หน้าที่และความรับผิดชอบของสามีที่จะต้องนำเงินได้ของภรรยานี้ม ารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีตามกฎหมายนั่นเอง

และภรรยาก็อย่าเพิ่งดีใจว่าปลดปลอดจากหน้าที่เสียภาษีทั้งหลายท ี่ตัวหามาได้  เนื่องจากสามีจัดการาให้ตามที่กฎหมายบ ังคับ
เพราะหากมีภาษีค้างชำระเกิดขึ้นเมื่อใด  รัฐก็อาจแจ้ งให้ฝ่ายภรรยาจัดการเสียโดยแจ้งล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 7 วัน  อย่างนี้
ภรรยาก็จะผูกพันที่จะต้องร่วมรับผิดกับสามีในการจ่ายภาษีที่ค้า งชำระนั้น

ความจริงมันก็คนละกระเป๋าเดียวกัน  แต่การนำมาคำนวณเ งินได้เพื่อจ่ายภาษีในลักษณะนี้ ทำให้ฐานภาษีของสามีกว้างออกไป
และนั่นหมายถึง อัตราภาษีที่ต้องจ่ายก็จะขยายสูงขึ้นไปด้วย เนื่องจากยิ่งมีเงินได้สุทธิมากเท่าไร ก็ยิ่งต้องเสียภาษีในอัตราสูงขึ้น
เป็นการเสียหายทางการเงินแก่ครอบครัว  ยังมีทางออกใน ทางกฎหมาย หากปรากฎว่าเงินได้ของภรรยาตกอยู่ในส่วนที่เป็นเงินได้
เนื่องจากการจ้างแรงงาน กฎหมายให้สิทธิภรรยาที่จะแยก
 
เพิ่มเติมนะค๊ะพอดีลองเข้าไปแก้ไขแต่ผลออกมาเป็นภาษาอะไรไม่รู้ ไม่สามารถอ่านได้เลยต้องมาโพสต์ใหม่

ผลของการหย่า

          ๑. ผลของการหย่าโดยความยินยอม
           การหย่าโดยความยินยอมนั้น ถ้าการสมรสเป็นการสมรสที่ไม่ต้องจดทะเบียน (การสมรสตาม
กฎหมายลักษณะผัวเมีย) การหย่าโดยความยินยอมก็มีผลทันทีที่ทำเป็นหนังสือถูกต้อง และลงลายมือ
ชื่อทั้ง ๒ ฝ่าย พร้อมทั้งมีพยานรับรอง ๒ คน แต่ถ้าการสมรสนั้นเป็นการสมรสที่ต้องจดทะเบียน
(ตามบรรพ ๕) การหย่าโดยความยินยอมนั้นนอกจากจะต้องทำเป็นหนังสือแล้ว ยังต้องไปจดทะเบียนหย่า
ที่อำเภออีกด้วย การหย่าจึงจะมีผลตามกฎหมาย

           ๑.๑ ผลของการหย่าต่อบุตร คือ
                (๑) ใครจะเป็นผู้ปกครองบุตร ตามกฎหมาย ให้ตกลงกันเองได้ ถ้าตกลงกันไม่ได้ หรือ
ไม่ได้ตกลง ก็ให้ศาลเป็นผู้ชี้ขาด
                (๒) ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร ใครจะเป็นคนจ่ายก็เช่นกันคือให้ตกลงกันเองว่า ใครจะเป็นผู้จ่าย
ถ้าตกลงกันไม่ได้ ก็ให้ศาลเป็นผู้ชี้ขาด

           ๑.๒ ผลเกี่ยวกับสามีภริยา ความสัมพันธ์ระหว่างสามีภริยาสิ้นสุดลงทันที และไม่มีหน้าที่ใด ๆ
ต่อกันเลย

           ๑.๓ ผลเกี่ยวกับทรัพย์สิน   ให้แบ่งทรัพย์สินอันเป็นสินสมรสระหว่างสามีภริยาคน ละครึ่ง โดยเอาจำนวนทรัพย์ที่มีอยู่ในเวลาจดทะเบียนหย่าเป็นเกณฑ์

           ๒. ผลของการหย่าโดยคำพิพากษาของศาล
           การหย่าโดยคำพิพากษาของศาลนั้นมีผลตั้งแต่เวลาที่ศาลมีคำพิพากษ าถึงที่สุด แม้จะยังไม่
จดทะเบียนหย่าก็ตาม ดังนั้น ความเป็นสามีภริยาจึงขาดลงตั้งแต่นั้นเป็นต้นไป
           ๒.๑ ผลเกี่ยวกับบุตร
                 (๑) ใครเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตร ปกติแล้วฝ่ายชนะคดีจะเป็นผู้ใช้อำนาจปกครอง แต่
ศาลอาจกำหนดเป็นอย่างอื่นก็ได้
                 (๒) เรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดู ศาลเป็นผู้กำหนด

           ๒.๒ ผลเกี่ยวกับคู่สมรส แม้กฎหมายจะถือว่า การสมรสสิ้นสุดลงนับแต่ ศาลมีคำพิพากษา
ถึงที่สุดก็ตาม แต่ในระหว่างคู่สมรสก็เกิดผลทางกฎหมายบางประการคือ
                 (๑) มีสิทธิเรียกค่าทดแทนได้
                             - ค่าทดแทนจากสามีที่อุปการะห­ิงอื่นหรือจากภริยาที่มีชู้และ จากชายชู้หรือ
หรือห­ิงอื่นแล้วแต่กรณี
                             - ค่าทดแทนเพราะเหตุหย่าตามข้อ ๓.๒ (๓), (๔), (๘) โดยเป็นเพราะความผิด
ของอีกฝ่ายหนึ่ง
                 (๒) มีสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพได้ ต้องเข้าหลักเกณฑ์คือ
                             - เหตุแห่งการหย่านั้นเป็นความผิดของคู่สมรสฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเพียง อย่างเดียว
                             - การหย่านั้นทำให้อีกฝ่ายยากจนลง เพราะไม่มีรายได้จากทรัพย์สิน หรือการงาน
ที่เคยทำอยู่ระหว่างสมรส แต่อย่างไรก็ตาม สิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพนี้กฎหมาย กำหนดว่า จะต้องฟ้องหรือ
ฟ้องแย้งมาในคดีที่ฟ้องหย่าด้วย มิฉะนั้นก็หมดสิทธิ



Edited by bebe1603
bebe1603@hotmail.com
Back to Top
bebe1603 View Drop Down
Exclusive member
Exclusive member
Avatar

Joined: 24 Oct 2007
Location: Australia
Online Status: Offline
Posts: 921
Post Options Post Options   Quote bebe1603 Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 22 Dec 2007 at 18:21 Share
 

หนังสือ การเริ่มต้นใช้ชีวิตในออสเตรเลียหลังได้วีซ๋าแล้ว

ของควีนส์แลนด์ลองเปิดลิงค์นี้เลยนะคะ

http://www.immi.gov.au/media/publications/settle/beginning-l ife-texts/qld/tha.pdf

สำหรับคนที่เปิดไม่ได้นะคะ

แคนเบอร์ร่า ลิงค์นี้ค่ะ   http://www.immi.gov.au/media/publications/settle/beginning-l ife-texts/act/tha.pdf

นิวเซ้าท์เวลส์ ลิงค์นี้ค่ะ   http://www.immi.gov.au/media/publications/settle/beginning-l ife-texts/nsw/tha.pdf

มณฑลภาคเหนือ ลิงค์นี้ค่ะ  http://www.immi.gov.au/media/publications/settle/beginning-l ife-texts/nt/tha.pdf

ออสเตรเลียใต้ ลิงค์นี้ค่ะ  http://www.immi.gov.au/media/publications/settle/beginning-l ife-texts/sa/tha.pdf

ทัสเมเนีย ลิงค์นี้ค่ะ       http://www.immi.gov.au/media/publications/settle/beginning-l ife-texts/tas/tha.pdf

วิคทอเรีย ลิงค์นี้ค่ะ      http://www.immi.gov.au/media/publications/settle/beginning-l ife-texts/vic/tha.pdf

ออสเตรเลียตะวันตก ลิงค์นี้ค่ะ   http://www.immi.gov.au/media/publications/settle/beginning-l ife-texts/wa/tha.pdf

หวังว่าคงเปิดกันได้นะคะ พอดีไฟล์มันค่อนข้างจะใหญ่ รับรองเป็นประโยชน์สำหรับทุกคนค่ะ

cpy ของพี่ตูนมาจ้ะ

 



Edited by bebe1603
bebe1603@hotmail.com
Back to Top
bebe1603 View Drop Down
Exclusive member
Exclusive member
Avatar

Joined: 24 Oct 2007
Location: Australia
Online Status: Offline
Posts: 921
Post Options Post Options   Quote bebe1603 Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 22 Dec 2007 at 18:22 Share

copy from Natui.com ค่ะ อิอิ เพราะไปอ่านมาและเอามากระจายข่าวให้เพื่อน ๆ ค่ะ  

 

ใบขับขี่

ขั้นตอน และ วิธีการสอบใบขับขี่ NSW

 

ในการที่จะมีใบขับขี่ใน NSW นี่มันไม่ใช่เรื่องยากเลยครับ แต่บางคนก็อาจจะไม่ใช่เรื่องงานเช่นกัน(เพื่อนผมมันสอบมา 4 รอบยังไม่ผ่านเลย ฮ่าๆ) งั้นเดี๋ยวผมจะให้เข้าใจระบบการขับขี่ก่อนดีกว่าว่าเราควรที่จะ มี หรือจำป็นในการถือใบขับขี่ที่นี่มั้ย

 


 


ใบขับขี่ที่นี่จะแบ่งออกเป็น 4 ประเภท เริ่มตั้นตั้งแต่ LEANER, P1(พีแดง),P2(พีเขียว), FULL Licence


เริ่มต้นของการจะถือครอบครองใบขับขี่เพื่อนๆพี่ๆจำเป็นที่จะต้อ งไปทำการสอบข้อเขียน หรือทดสอบความรู้เบื้องต้นทางคอมพิวเตอร์กันก่อน โดยจะต้องทำทั้งหมด 45 ข้อ ห้ามผิดเกิน 2 ครั้ง นั้นหมายความว่า 34 เหรียญของการทำสอบคุณได้หายไปทันที ดังนั้นอย่าประมาทใจเย็น โดยการนัดวันสอบก็สามารถทำได้ที่ RTA(ไม่ใช่ RCA นะครับ) กรมขนส่งนั้นเอง หรือจะจองวันสอบแล้วจ่ายทางบัตรเครดิตทาง internet ก็ได้ไม่ว่ากัน ส่วนข้อสอบนั้นก็มีอยู่ใน internet แล้วด้วย โดยสามารถเข้าไปอ่านข้อสอบทั้งหมดกว่า 300 ข้อก่อนที่จะมา random เหลือ 45 ข้อได้จาก website ของเค้า


http://www.rta.nsw.gov.au/licensing/downloads/gettitestsdriv edrive_dl1.html
ซึ่งอันนี้เป็นข้อสอบที่ควรจะอ่านผ่านตาทั้งหมดก่อนเริ่มทำแบบฝ ึกหัดนะครับ และหลังจากนั้นก็เริ่มต้นทำแบบทดสอบกันเลยจากหน้าเวปไซด์นี้นะค รับ


http://www.rta.nsw.gov.au/licensing/tests/driverknowledgetes t/demonstrationdriverknowledgetest/index.html
กดเลือกที่ go to test ได้เลยนะครับ เท่านั้นเองลองทำสอบไปเรื่อยๆ จนจบมันก็จะบอกเองว่าคุณทำสอบผ่านหรือไม่


หลังจากที่ลองข้อสอบพร้อมแล้วก็ไปสอบสนามจริงได้เลยครับ.....เม ื่อเพื่อนๆพี่สอบแบบทดสอบทางคอมพิวเตอร์ผ่าน เค้าก็จะออกใบขับขี่เบื้องต้นมาให้(Leaner Licence) ชื่อของคุณก็จะเข้าไปอยู่ในสายระบบของกรมขนส่งทันที แบบว่าทำผิดมีโทษเหมือนคนที่นี่ทันที อย่างเช่นคนที่ถือ L จะขับรถคนเดียวไม่ได้ และคนที่นั่งมาด้วยต้องเป็น Full Licence เท่านั้น อะไรแบบนี้ และหลังจากที่ได้ L คุณก็สามารถนัดวันสอบขับขี่ได้ทันที โดยสามารถเลือกพื้นที่ใดก็ได้ที่ถนัดหรือว่าใกล้บ้าน โดยค่าสอบ 43 เหรียญ ก็จะถูกเจ้าหน้าที่ยึดไปแบบไม่ได้คืนกลับมา


20 ข้อปฏิบัติและเรื่องน่ารู้ก่อนสอบขับขี่


  1. ตรวจสอบเอกสารที่เข้าต้องการให้ครบถ้วน
  2. ตรวจสอบสภาพรถที่จะไปสอบขับให้ดี ว่าไฟเลี้ยว ไฟท้าย ไฟเบรค ติดครบทุกดวงมั้ย
  3. คาดเข็มขัดก่อนสตารต์รถ
  4. ก่อนสตารต์ก็ต้องทำเป็นปรับกระจก ปรับที่นั่งให้ดูเหมาะสมก่อนด้วย
  5. อย่าแสดงตนว่าขับรถชำนาญมาก่อน ควรทำตามที่เจ้าหน้าที่คนสอบบอกเท่านั้น
  6. เวลาสอบขับอย่าจี้ตูดคันหน้า ทิ้งระยะห่างอย่างน้องต้องเห็นล้อหลังของรถคันด้านหน้า
  7. ไม่จำเป็นอย่าไปชวนเค้าคุย เดี๋ยวจะเสียสมาธิ ถ้าอยากคุยจริงๆคุยตอนขับรถกลับเมื่อใหล้เสร็จแล้ว
  8. การดูกระจกหลัง ด้านข้างหูช้าง ชโงกให้มันเห็นจะๆไปเลย อย่ามองด้วยหางตา ตกทันที
  9. จอดรถ ล้อโดนฟุตบาต ก็ตกทันทีเหมือนกัน
  10. Reverse Parking คือการถอยจอดรถ เข้าฟุตบาต ขับไปเทียบข้างกับรถที่เราจะจอดด้านหลัง ห่าง 1 เมตร เปิดไฟเลี้ยวซ้าย เพื่อแสดวงว่าเราจะเข้าจอด หันมองรถทางขวาด้วย เมื่อทำการจอดจะต้องให้รถห่างกับฟุตบาตประมาณ 1 คืบ หรือประมาณขอบฟุตบาท กับตรงถนนที่ลาดยางน่ะครับ
  11. Curve side Parking คือการจอดรถเข้าฟุตบาต โดยเลี้ยงจอดเข้าไปเลย อาจจะมีรถก่อนหรือหลังจากด้วย อย่าลืมว่าล้อหน้าโดนฟุตบาตนะครับ
  12. 3 Three Point Turn คือการกลับรถกลางถนน เปิดไฟขอรถว่าง กลับ 1 ที ถอย 1 ที แล้วพอพ้นก็ไป 1 ที เท่ากับ 3 ที
  13. Stop คือหยุดนิ่ง แต่ Giveway ชลอดูรถแล้วค่อยไป ห้ามหยุด
  14. อย่าขับช้าเกินไปเพราะจะดูว่าเราประหม่า และอย่าซึ่งมากดูว่าเราประมาท
  15. สอบเช้าๆจะดีกว่าเพราะเจ้าหน้าที หัวปลอดโปร่งดูยิ้มแย้ม สอบบ่ายๆไม่รู้ว่าใครทำมันโกรธมา เท่าที่เห็นส่วนใหญ่มันก็ให้ตกซะงั้น
  16. ให้สัญญาณไฟทุกครั้งเมื่อออกรถไปในทิศทางไหนก็ตามอย่าลืม
  17. พยายามอย่าเลือกสนามสอบที่พื้นที่เป็นภูเขา
  18. สำหรับรถเกียร์ธรรมดา เมื่อจอดรถจะต้องเข้าเกียร์ 1 ด้วย เพื่อไม่ให้รถไหล
  19. เมื่อจะต้องออกรถบนเนิน ให้ใส่เบรคมือไว้ พอเลื่อนรถค่อยปลดออก ทำให้รถไม่ไหล และปลอดภัย
  20. ระวังทางม้าลายให้ดี ถือแม้ว่าคนข้ามจะห่างเราก็ตามแต่เมื่อใดที่เค้าก้าวลงมา 1 ก้าวบนทางม้าลาย ให้หยุดรถรอทันที

เรื่องน่ารู้สำหรับคนที่ถือใบขับขี่ไทย


  1. ถ้าไม่ได้ขับรถที่นี่จริงจัง ใช้ใบขับขี่ Inter ก็ได้
  2. ใบขับขี่ Inter ไม่ถูกตัดแต้ม ถูกปรับเท่านั้น
  3. ใบขับขี่ไทยสามารถนำไปแปล สามารถใช้แทนใบขับขี่ Inter ได้เข่นกัน
  4. ใบขับขี่ Inter มีอายุ 1 ปีเท่านั้น
  5. ใบแปลก็สามารถใช้ขับได้ไม่ต่างกับใครขับขี่ทั่วไป
  6. ขับรถไม่มีใบขับขี่ประเภทใดๆ ผิดกฏหมายทันที
  7. ถ้ามีใบแปล หลังจากสอบคอมผ่านแล้วไปสอบขับที่นี่ผ่านด้วย จะได้ Full Licence ทันที ไม่ต้องไต่ P1,P2


 

การเดินทางในออสเตรเลีย


การเดินทางในประเทศออสเตรเลียจัดว่าสะดวกสบายอย่างยิ่ง เนื่องจากมีระบบขนส่งมวลชนที่ทันสมัยครอบคลุม และกว้างขวาง ไม่ว่าจะเป็นรถไฟที่เชื่อมต่อกันทุกเมือง รถประจำทาง รถราง เรือข้ามฟาก รวมไปถึง สายการบินในระดับภูมิภาคและสายการบินระดับชาติ ซึ่งทุกประเภทให้บริการจะตรงเวลาเสมอ ทำให้เราคาดการณ์ ได้ว่าจะถึงที่หมายกี่โมงและใช้เวลาเดินทางกี่นาที

 

tour_01.jpg


ระบบขนส่งมวลชน


รถไฟ

ในออสเตรเลียรภไฟถือเป็นการเดินทางที่ค่อนข้างสะดวกเพราะมีสถาน ีครอบคลุมทั่วเมือง ราคาตั๋วแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับว่าเราไป Zone ไหนและเลือกตั๋วแบบใด อาทิ ตั๋ว One way, Return จะเป็นรายสัปดาห์ หรือรายเดือน การจำหน่ายตั๋ว สามารถซื้อได้ที่เคาน์เตอร์ หรือเครื่องยอดเหรียญ สามารถเช็คราคาตั๋วได้ที่นี่

http://www.cityrail.nsw.gov.au/fares/calculator.jsp


รถประจำทาง

โดยมากรถประจำทางปรับอากาศจะมีต้นสายหลักอยู่ในเมือง หากจะนั่งข้าม Suburb ต้องมาต่อสายในเมือง หรือถ้าจะให้สะดวกในบางพื้นที่ควรเลือกขึ้นรถไฟ เพราะรวดเร็วกว่า การโดยสารรถประจำทางจึงเป็นในระยะ การเดินทางที่ไม่ไกลนัก หรือเดินทางใน Suburb นั้นๆจะสะดวกกว่า ตํ๋วโดยสารของรถประจำทางนั้นมีหลากหลาย เช่นเดียวกัน สามารถซื้อได้ในร้านสะดวกซื้อทั่วเมืองหรือจะจ่ายกับคนขับบนรถโ ดยตรงกรณีคนที่ไม่ได้เดินทางโดย รถโดยสารบ่อยนัก แต่ต้องดูให้แน่ใจก่อนว่ารถสายนั้นเป็น “Prepaid only” หรือการชำระผ่านบัตรโดยสารเท่านั้น หรือไม่

http://www.sydneybuses.nsw.gov.au


เรือโดยสาร

ด้วยสภาพภูมิประเทศที่เป็นเกาะ และเต็มไปด้วยอ่าวต่างๆ การเดินทางไป Suburb ที่อยู่ติดริมน้ำโดยทางเรือ จึงสะดวกมาก และไม่ต้องติดสัญญาณไฟจราจร ท่าเรือหลักอยู่ที่ Circular Quay ในตัวเมือง Sydney ผู้ที่โดยสารเรือเป็นประจำสามารถหาซื้อตั๋วรายสัปดาห์ได้ที่ท่า เรือหรือเครื่องหยอดเหรียญ

http://www.sydneyferries.nsw.gov.au


 

บัตรโดยสาร


บัตรโดยสารหรือตั๋วเดินทาง ที่ใช้ในการโดยสารรถเมล์ รถไฟ และเรือข้ามฟากนั้น ถ้าเราโดยสารกันเป็นประจำทุกวัน ควรจะซื้อเป็นบัตรโดยสารแบบรายสัปดาห์ ซึ่งสามารถใช้ได้ตลอดทั้งอาทิตย์ กี่เที่ยวก็ได้ และประหยัดเงินค่าใช้จ่าย ต่อสัปดาห์ไปอีกหลายดอลเลยทีเดียว


นอกจากบัตรโดยสารแบบรายสัปดาห์แล้ว ก็ยังมีบัตรโดยสารแบบรายเดือน แบบรายสามเดือน ไปจนถึงแบบรายปี ซึ่งสำหรับนักท่องเที่ยวและนักศึกษาแล้วบัตรแบบรายสัปดาห์น่าจะ เหมาะสมที่สุด เพราะกรณีจะย้ายที่อยู่ ก็ไม่ต้องเสียดายระยะเวลาที่เหลืออยู่ในบัตร ข้อเสียอีกอย่างหนึ่งของการใช้บัตรโดยสารระยะยาวก็คือ ถ้าเกิดการ สูญหายขึ้นมาก็จำเป็นต้องทำใจ(อย่างแรง) และซื้อใหม่สถานเดียว โดยทั่วไปจะมีบัตรโดยสารราคาพิเศษ สำหรับนักศึกษาและผู้สูงอายุ แต่เป็นที่น่าเสียดายที่รัฐบาลออสเตรเลีย ไม่อนุญาติให้นักศึกษาต่างชาติได้ส่วนลด จากสิทธิพิเศษตรงนี้ เนื่องจากขอสงวนสิทธิพิเศษส่วนลดค่าโดยสารให้กับประชากรของประเ ทศออสเตรเลียเท่านั้น ขอเตือนสำหรับคนที่อยากใช้สิทธิพิเศษนี้ โดยการแอบซื้อบัตรโดยสารราคาพิเศษ ถ้าเจ้าหน้าที่ตรวจเจอเข้าละ ก็จะต้องเสียค่าปรับประมาณ $200- $500 เลยทีเดียว!!!


บัตรโดยสารประเภทต่างๆ



บัตรโดยสารแบบรายสัปดาห์ที่ใช้กันทั่วไปจะเป็นแบบโดยสารเฉพาะรถ ไฟอย่างเดียว, รถเมล์อย่างเดียว หรือเรือข้ามฟากอย่างเดียว แต่ยังมีบัตรโดยสารอีกประเภทที่สามารถใช้ได้ทั้งรถไฟ, รถเมล์และเรื่อข้ามฟาก ซึ่งจะสะดวกสำหรับคนที่บ้านอยู่ไกลและต้องเดินทาง 2 ต่อ ราคาและประเภทของบัตรขึ้นอยู่กับระยะทางใกล้ไกล ซึ่งแบ่งเป็นประเภทต่างๆ ดังนี้



ชนิดของบัตร
 
รถไฟ
รถเมล์
เรือข้ามฟาก
ตั๋วอาทิตย์
ตั๋วราย 3 เดือน
ตั๋วรายปี
Train
Bus
Ferry
weekly
Quarterly
Yearly
Red
X
X
X
$32
$352
$1,280
Green
X
X
X
$40
$440
$1,600
Yellow
X
-
-
$44
$484
$1,760
Pink
X
-
-
$47
$517
$1,880
Purple
X
X
-
$54
$594
$2,160
Blue
-
X
X
$29
$319
$1,160
Orange
-
X
X
$36
$396
$1,440
Pittwater
-
X
X
$49
$539
$1,960

  • Blue : $12.70 เดินทางได้ในระยะทาง 2 Section ของการเดินรถที่กำหนด
  • Brown : $21.30 เดินทางได้ในระยะ 5 Section ของการเดินรถที่กำหนด
  • Red : 27.90 เดินทางได้ในระยะ 9 Section ของการเดินรถที่กำหนด
  • Green : 36.10 เดินทางได้ในระยะ 15 Section ของการเดินรถที่กำหนด
  • Orange : 44.20 เดินทางได้ในระยะ 16 Sectionขึ้นไป ของการเดินรถที่กำหนด

 

 

 


การเดินสาธารณะอื่นๆ และการเดินทางส่วนบุคคล


รถราง


หรือบ้างก็ถูกเรียกว่า Tram หรือ Light rail เป็นการคมนาคมวิ่งในระยะที่ไม่ยาวนัก ระยะทางของรถรางอยู่ในเขต แหล่งท่องเที่ยวจากย่านไชน่าทาวน์ ผ่าน Darling Harbour ไปทาง คาสิโน และ Fish Market? โดยจะมีท่ารถ อยู่ตามจุดต่างๆในเมืองซึ่งผู้โดยสารสามารถซื้อตั๋วได้จากตู้หย อดเหรียญเฉพาะ หรือซื้อจากเคาท์เตอร์ขายที่ Central Station

http://www.metrolightrail.com.au


รถรางเดียว(Monorail)


ดูแล้วก็คล้ายๆกับ BTS บ้านเราค่ะและจะให้บริการในย่านตัวเมืองเท่านั้น ดังนั้นสถานีหลักจึงมีเพียง 8 สถานี โดยรถจะออกทุกๆ 3-5 นาที ตั๋วโดยสารสามารถซื้อได้ที่ทุกสถานีของรถรางเดียว

http://www.metromonorail.com.au/


รถแท็กซี่

ให้บริการเหมือนบ้านเราคือเป็น แทกซี่มิเตอร์ ค่าโดยสารเริ่มจาก A$ 3.00 + ระยะทาง 90 เซ็นต์/กิโลเมตร


รถยนต์

ราคารถยนต์ที่ใช้แล้วประมาณ A.$ 4,000 - 10,000 ขึ้นอยู่กลับสภาพและอายุการใช้งาน สามารถใช้ใบอนุญาตขับขี่รถยนต์สากลได้ แต่จะใช้ได้ในระยะเวลาจำกัดเท่านั้น

 

ข้อมูลการขนส่งมวลชนซิดนีย์ที่เราสามารถเข้าไปตรวจสอบก่อนเดินท างเพื่อวางแผนเส้นทางรวมถึงตรวจสอบหมายเลขรถโดยสาร สถานีรถไฟที่ต้องขึ้นหรือลง และคำแนะนำอื่นๆ ดูได้ที่ http://www.131500.com.au/index.html และ http://www.sydneytransport.net.au

การใช้ชีวิตในต่างแดน

สำหรับหลายๆ คนที่คิดจะเดินทางมา ณ ประเทศออสเตรเลีย อาจสงสัยถึงเรื่องการใช้ชีวิตในออสเตรเลีย ที่พักแบบไหนจึงจะประหยัดเงินมากที่สุด อาหารจะถูกปากมั๊ย จะมีอาหารไทยให้กินมั๊ย หรือแม้แต่ไปถึงแล้วจะหาทางติดต่อทางบ้านได้อย่างไร เราจึงมาแนะนำให้ฟังกัน เริ่มจากเรื่องที่พักก่อนเลยว่าเป็นอย่างไรบ้าง เรามีที่พักหลายประเภทหลายแบบรวมทั้งข้อมูลเรทราคาของที่พักแต่ ละประเภทมาให้ประกอบการตัดสินใจเลยหล่ะ..

 

auslife_04.jpg

 


การพักอาศัยกับครอบครัวชาวออสเตรเลีย (Homestay Family)


ที่พักอาศัยแบบ Homestay เหมาะสำหรับนักเรียนใหม่ที่ยังไม่รู้จักใครเลยที่ออสเตรเลีย เดินทางไปเรียนคนเดียวโดยไม่มีเพื่อนหรือญาติพี่น้อง ส่วนใหญ่เจ้าของบ้านที่ไปพักจะเป็นชาวออสเตรเลีย หรือชาวยุโรปที่ย้ายรกรากมาอยู่ในประเทศออสเตรเลีย ซึ่งนักเรียนจะได้ประโยชน์จาก Homestay ในเรื่องของภาษาอังกฤษที่ถูกต้องและวัฒนธรรมของชาวต่างชาติ บางบ้านจะพานักเรียนไปเที่ยวและไปสังสรรค์กับเพื่อนๆ ของเจ้าของบ้านด้วย ที่พักอาศัยแบบนี้จึงเป็นที่นิยมอย่างมากสำหรับนักเรียนใหม่ที่ คิดจะไปเรียนต่อ โดยส่วนใหญ่แล้ว ค่าที่พักจะคิดเป็นสัปดาห์ อาจจะอยู่ในช่วงราคา 200-350 เหรียญออสเตรเลีย ซึ่งราคานี้ รวมค่าอาหาร2 มื้อสำหรับวันธรรมดา และอาหาร 3 มื้อสำหรับสุดสัปดาห์ การพักแบบ Homestay นี้ นักเรียนสามารถติดต่อกับทางสถาบันที่เรียนเพื่อให้ทางสถาบันติด ต่อจัดหาให้ได้


การพักแบบ Farmstay

การพักแบบ Farmstay ก็เป็นลักษณะเดียวกันกับการพักอาศัยกับครอบครัวชาวออสเตรเลีย (Homestay Family) แต่ที่พักของครอบครัวแบบFarmstay นั้นตั้งอยู่ในเขตชนบท การพักอาศัยแบบนี้จะทำให้นักศึกษาได้เรียนรู้ วิถีการดำเนินชีวิตของชาวออสเตรเลีย ด้วยความรู้สึกแบบเป็นธรรมชาติ และมีความเป็นกันเอง ในบางครอบครัวอาจได้รับการปฏิบัติเสมือนเป็นสมาชิกคนหนึ่งในครอ บครัวด้วย ส่วนใหญ่การพักกับ Farmstay นั้นจะเป็นที่นิยมของนักเรียนที่ต้องการจะหารายได้พิเศษในวันปิ ดเทอม เพราะส่วนใหญ่ เจ้าของฟาร์มจะมีเงินพิเศษจ่ายให้กับนักเรียนที่ช่วยทำงานในฟาร ์มอีกด้วย ค่าที่พักประเภทนี้ จะอยู่ที่ประมาณ 180 – 250 เหรียญออสเตรเลียต่อสัปดาห์


ที่พักประเภท University Apartments

นักศึกษาระดับสูงกว่าปริญญาตรีและนักศึกษาอื่นๆ นิยมการพักอาศัยแบบเป็นส่วนตัวประเภทนี้มาก เพราะจะมีอุปกรณ์เครื่องใช้ครบถ้วนและมีที่ตั้งอยู่ในบริเวณมหา วิทยาลัย เนื่องจากตั้งอยู่ในบริเวณของมหาวิทยาลัย ในบางที่จะมีกำหนดเวลาเข้า-ออกของที่พัก เพื่อเป็นการรักษาความปลอดภัย และเป็นกฏระเบียบ แต่ที่พักแบบนี้ ส่วนใหญ่จะมีราคาค่อนข้างสูง

 

auslife_06.jpg auslife_01.jpg
auslife_07.jpg auslife_02.jpg


ที่พักประเภท Self-managed on-campus Housing

เป็นหอพักที่ประกอบด้วยห้องเดี่ยว 6-20 ห้อง และมีห้องครัว ห้องน้ำ ห้องซักรีด และห้องนั่งเล่นซึ่งใช้ร่วมกัน แต่ได้รับการบำรุงดูแลรักษา และทำความสะอาดโดยเจ้าหน้าที่ของทางมหาวิทยาลัย โดยทั่วไปที่พักประเภทนี้ตั้งอยู่ตามมหาวิทยาลัยในเขตนอกเมืองใ หญ่ เอกชน ซึ่งผู้เช่าจะต้องเช่าเป็นเทอม คือ ประมาณ 6 เดือน มีการสมัครและแจ้งความจำนงค์ล่วงหน้ากับมหาวิทยาลัย มีทั้งแบบห้องเดี่ยวและห้องที่มีรูมเมทแชร์กัน นักศึกษาจะมีความเป็นส่วนตัวมากกว่าและราคาถูกกว่าการพักที่ University Apartments


หอพักนอกสถานที่

ส่วนใหญ่แล้วหอพักประเภทนี้จะเป็นขององค์กรการกุศลต่างๆ เช่น YMCA ซึ่งจะเห็นได้ตามในเมืองใหญ่เกือบทุกเมือง กัน แต่สถานที่ตั้งของหอพักประเภทนี้อาจอยู่ไกลจากสถานที่เรียน อัตราค่าที่พักจะพอ ๆ กับในมหาวิทยาลัย และมีสิ่งอำนวยความสะดวกใกล้เคียงกัน แต่ด้วยการที่เป็นที่พักอาศัยราคาไม่แพง จึงมีนักเรียนต้องการที่พักแบบนี้เป็นจำนวนมาก ฉะนั้น นักเรียนที่ประสงค์จะเดินทางไปศึกษาที่มหาวิทยาลัยหรือสถานศึกษ าใด จะต้องสอบถามเกี่ยวกับบริการดังกล่าวหรือขอให้มหาวิทยาลัยหรือส ถานศึกษาที่สมัคร จัดหาที่พักให้ตั้งแต่เริ่มแรกสมัคร และก่อนออกเดินทางเข้าไปศึกษาจะต้องแน่ใจว่าได้ที่พักแล้วจึงออ กเดินทาง มิฉะนั้นอาจไม่ได้รับความสะดวกในหลาย ๆ ประการ


ที่พักประเภทเช่าอาศัยอยู่ร่วมกัน Share and Rental Accommodation

ที่พักแบบนี้เป็นที่พักที่นักเรียนต่างชาติส่วนใหญ่นิยมกัน เพราะราคาที่หารกันออกมาแล้ว เป็นราคาที่ไม่แพง สามารถเลือกห้องแบบที่ชอบได้ การหาที่พักลักษณะนี้เป็นการติดต่อหาบ้านเช่าและอพาร์ทเม้นท์จา กตัวแทนขายบ้านเช่า หรือ จากเจ้าของบ้านโดยตรง โดยส่วนใหญ่ จะเป็นนักเรียนที่รู้จักสนิทสนมกันดีแล้วหลายคน มาเลือกเช่าบ้านอยู่กันเองการอาศัยอยู่ในอพาร์ทเม้นท์เดียวกัน โดยหารค่าใช้จ่าย อาทิ ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ เป็นรายสัปดาห์ 1 ยูนิตของอพาร์ทเม้นท์ อาจมีห้องแยกย่อยข้างในตั้งแต่ 2-5 ห้อง ซึ่งนักเรียนที่เช่าอาจอยู่ห้องส่วนตัวหรือแชร์ห้องกับนักเรียน ต่างชาติคนอื่น โดยที่จะมีพื้นที่ห้องส่วนตัว แต่ใช้พื้นที่อื่นร่วมกัน แต่ต้องช่วยกันดูแลพื้นที่ส่วนรวม บ้านเช่าแบบนี้จะมีทั้งแบบมีเฟอร์นิเจอร์ให้หรือแบบไม่มีเฟอร์น ิเจอร์ ราคาก็จะมีตั้งแต่ คนละ 100 ถึงคนละ 300 เหรียญต่อสัปดาห์เลยทีเดียว


แฟลต/บ้าน/ทาวเฮ้าส์

การเช่าบ้านแบบ Townhouse หรือ Flat เหมาะสำหรับนักเรียนที่วางแผนจะอยู่ออสเตรเลียนานกว่า 6 เดือนและย้ายที่อยู่ไม่บ่อย เพราะจะมีระยะเวลาเช่าอย่างต่ำประมาณ 6 เดือน มีทั้งขนาดเล็ก 3 ห้องนอน จนไปถึงขนาด 6-7 ห้องนอน มีทั้งแบบตกแต่งเรียบร้อยและยังไม่ตกแต่ง อัตราค่าเช่าจะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับที่ตั้ง ขนาด และสิ่งอำนวยความสะดวกที่มีให้ มีตั้งแต่ 95 ดอลล่าร์ออสเตรเลีย ถึง 150 ดอลล่าร์ออสเตรเลียต่อสัปดาห์ ส่วนมากจะอยู่รอบๆเมือง โดยมากนักเรียนจะรวมกลุ่มกันไปเช่าบ้านที่ตัวแทนอสังหาริมทรัพย ์ที่มีอยู่ทั่วไปในเมือง ซึ่งสามารถหาราคาและบริเวณที่ต้องการได้


อาหารหารกิน


การใช้ชีวิตในออสเตรเลีย ไม่ได้ลำบากลำบนอย่างที่หลายๆ คนกลัวกัน โดยเฉพาะเรื่องอาหาร บ้างก็กลัวว่า จะทานอาหารฝรั่งได้มั๊ย บ้างก็กลัวว่าอาหารจะแพงจนไม่สามารถซื้อไหว และอีกหลายความกังวล แต่เราจะบอกว่า การใช้ชีวิตในออสเตรเลียไม่ได้ยากอย่างที่คิด ที่นี่มีอาหารดีๆ ให้เลือกมากมายหลายหลายชนิด หลากหลายประเทศจากเกือบทั่วทุกมุมโลก เพราะประเทศออสเตรเลีย มีประชากรที่มาจากประเทศต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะจีน ญี่ปุ่น เกาหลี ยุโรป ตะวันออกกลาง อินเดีย โดยเฉพาะประเทศไทย ผู้ที่ย้ายมาตั้งรกรากที่ประเทศออสเตรเลีย ต่างก็จะพยายามเสาะหาวัตถุดิบมาปรุงเป็นอาหารที่ตนคุ้นเคยกันทั ้งนั้น อีกทั้งประเทศนี้มีขนาดใหญ่ ภูมิอากาศจึงแตกต่างกันอย่างมากจากภาคเหนือจรดใต้ ซึ่งก็หมายความว่า ไม่ว่าจะเป็นฤดูกาลใด ออสเตรเลียก็มีอาหารหลากชนิดให้เลือกได้ตลอดทั้งปี รวมทั้งอาหารทะเลอันเลื่องชื่อด้วย ดังนั้นจึงไม่ต้องกังวลเลยว่า เราจะหาอาหารที่รสชาติถูกปากทานได้หรือไม่ เพราะเราจะสามารถหาอาหารหลายหลายชนิดได้ในทุกๆ ที่ของประเทศออสเตรเลีย หรือหากต้องการจะทำทานกันเอง ก็จะมีร้านขายของชำของแต่ละประเทศอยู่ทั่วไปตามในเมือง เช่น ร้านไทย ร้านจีน ร้านอินเดีย ร้านญี่ปุ่น ร้านเกาหลี แล้วแต่จะเลือกสรรกันเลย แถมยังเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายในแต่ละมื้ออาหารอีกด้วย ร้านค้า ร้านอาหารทั่วไปจะเปิดวันจันทร์-เสาร์ เวลา 9.00-17.30 น. และสำหรับบางร้านจะเปิดถึง 21.00 สำหรับวันพฤหัสบดีและวันศุกร์ ดังนั้นน้องๆ จะต้องจัดเตรียมแผนการซื้อหาสินค้า อาหารแห้ง หรือ เครื่องปรุงรสให้ดี เพราะว่าที่ออสเตรเลียเปิดปิดร้านเป็นเวลา สำหรับวันอาทิตย์ร้านค้า ร้านอาหารโดยมากจะปิด ยกเว้นแหล่งท่องเที่ยว หรือ ที่มีนักท่องเที่ยวจำนวนมาก รวมถึงห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ จะเปิดวันอาทิตย์ ระหว่างเวลา 10.00-16.00 น.


สาธารณสุข สาธารณูปโภค


สำหรับนักศึกษาที่พักอยู่ในหอพักของมหาวิทยาลัย หรือหอพักที่ทางสถาบันจัดไว้ให้ ข้อมูลเกี่ยวกับการขอติดตั้งระบบสาธารณูปโภคอันได้แก่ ไฟฟ้า ประปา และแก๊ส อาจจะไม่จำเป็นเท่าใดนัก แต่สำหรับผู้ที่พักอาศัยในอพาร์ทเมนท์ หรือบ้านเช่าของเอกชนแล้ว จำเป็นที่จะต้องทราบข้อมูลเหล่านี้ไว้ด้วยเนื่องจากนักศึกษาอาจ จะต้องดำเนินการด้วยตนเอง


ไฟฟ้า

 

auslife_03.jpg



ใช้กระแสไฟฟ้า 240-250 V, AC 50 Hz เหมือนประเทศไทย แต่เป็นปลั๊กแบบ 3 ขา ถ้าจะนำเครื่องใช้ไฟฟ้าไปจากเมืองไทยต้องใช้หัวปลั๊กที่แปลงจาก ปลั๊ก 2 ขาของไทย เป็นปลั๊ก 3 ขา ของออสเตรเลีย เรียกว่า Plug Adapter ซึ่งหาซื้อได้ในประเทศไทยและออสเตรเลีย แต่ถ้าจะให้ดี ไปหาซื้อตามร้านขายของชำใน China Town ในราคาประมาณ 5 เหรียญ


ประปา

 

น้ำประปาสะอาดสามารถใช้สำหรับดื่มได้ ตามถนนหนทางก็จะมีเป็นก๊อกน้ำดื่มให้เราได้ดื่มกันทั่วทั้งเมือ ง


ระบบโทรศัพท์

auslife_08.jpg

โทรศัพท์สาธารณะที่สามารถโทรออกต่างประเทศนั้นสามารถหาใช้ได้ง่ ายมาก ไม่ว่าจะเป็นที่ทำการไปรษณีย์, ห้างสรรพสินค้า, โรงเรียน, มหาวิทยาลัย,หรือตามท้องถนนต่างๆ โดยมีทั้งแบบหยอดเหรียญ บัตรโทรศัพท์ การหาซื้อบัตรโทรศัพท์นั้น ก็สามารถหาซื้อได้ตามร้านค้าทั่วไป 7eleven ร้านขายอุปกรณ์สื่อสาร และร้านค้าของคนจีนในย่าน China Town อัตราค่าโทรศัพท์ในพื้นที่เดียวกันจะเริ่มต้นที่ 40 เซ็นต์ ส่วนอัตราค่าโทรศัพท์ทางไกลไปต่างประเทศนั้นจะมีหลายราคา ตั้งแต่ 80 เซ็นต์ ต่อนาทีจนถึงประมาณ AUD$ 2.5 ต่อนาที ซึ่งอัตราค่าโทรศัพท์ทางไกลเหล่านี้ จะขึ้นอยู่กับประเทศที่ต้องการ ติดต่อด้วย


แต่เราจะมีวิธีประหยัดค่าโทรศัพท์ระหว่างประเทศได้โดยการซื้อบั ตรโทรศัพท์ Pre-Paid International Phone Card ซึ่งในบัตรจะมีจำนวนเงินให้ใช้ตามแต่เราจะซื้อ มีตั้งแต่ 5 เหรียญ ไปจนถึง 50 หรือ 100 เหรียญเลยทีเดียว และเรทค่าโทรของบัตรแต่ละใบก็จะไม่เท่ากัน อันไหนถูกกว่า ต้องลองศึกษากันดู ส่วนเรื่องของโทรศัพท์มือถือนั้น เราสามารถพกเครื่องเปล่าจากประเทศไทยไปใช้กับซิมการ์ดของออสเตร เลียได้ โดยที่ออสเตรเลีย จะมีบริษัทที่ให้บริการระบบโทรศัพท์มือถือที่ใช้กันอย่างกว้างข วางอยู่ 3 บริษัท คือ Optus Three และTelstar


ที่ทำการไปรษณีย์

auslife_05.jpg

ที่ทำการไปรษณีย์ในออสเตรเลีย เปิดทำการในวันจันทร์ถึงวันศุกร์ตั้งแต่เวลา 9.00 - 17.00น. โดยการส่งจดหมายในเมืองเดียวกัน จะใช้เวลาในการส่งเพียง 1 วันเท่านั้น นอกจากนี้ยังมีบริการอื่นๆ อีกเช่น ดวงตราไปรษณียากร กล่องไปรษณีย์ รับชำระค่าไฟฟ้า และค่าโทรศัพท์ เป็นต้น ส่วนการส่งข้ามประเทศนั้นอาจจะมีราคาค่อนข้างสูง แต่ก็ไม่ถึงกับแพงมาก และจะใช้เวลาในการส่งประมาณ 7-10 วัน

รู้จักออสเตรเลีย

ประเทศออสเตรเลีย มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า “เครือรัฐออสเตรเลีย (Commonwealth of Australia)” เคยเป็นอาณานิคมของอังกฤษมาก่อน ปัจจุบัน ออสเตรเลียเป็นประเทศในเครือจักรภพอังฟฏษ ออสเตรเลียจัดเป็นประเทศใหม่ แม้จะมีประวัติความเป็นมาในการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ที่ไม่ยาวนา น ไม่มีร่องรอยอารยธรรมโบราณที่เป็นรากเหง้าของอารยธรรมโลก แต่ว่าออสเตรเลียก็เป็นประเทศที่มีเอกลักษณ์ของตนเอง มีธรรมชาติสวยงามหลากหลาย เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีเสน่ห์ ขณะที่ผู้คนก็มีน้ำใจและเป็นกันเอง


about_aus_0028_3.jpgประวัติศาสตร์ออสเตรเลีย


นักโบราณคดีสันนิษฐานกันว่า มนุษย์กลุ่มแรกที่อาศัยในออสเตรเลีย คือ ชาวอะบอริจิน (Aborigines) ซึ่งอพยพจากอินโดนีเซียเมื่อราว ๆ 50,000 ปีที่แล้ว ลักษณะของชาวอะบอริจิน คือ ตัวเล็ก ผิวดำ ผมดำหยิกขอด เมื่อมาถึงออสเตรเลียแล้ว ต่างก็แยกย้ายกันไปตั้งถิ่นฐานตามที่ต่าง ๆ กระจัดกระจายไปทั่ว แต่ก่อนนั้น ออสเตรเลียเป็นที่รู้จักกันในชื่อ “Terra Australis Incognita” ซึ่งแปลว่า ดินแดนทางใต้ที่ยังไม่มีใครรู้จัก เมื่อตอนที่ชาวยุโรปพบออสเตรเลีย คาดว่ามีชาวอะบอริจินอยู่ราว ๆ 3 แสนคน


การค้นพบออสเตรเลีย เริ่มต้นขึ้นเมื่อนักเดินเรือชาวสเปนที่ชื่อ ลูอิส วาเอซ เดอ ทอร์เรส (Luis Vaez de Torres) ที่เดินเรือผ่านช่องแคบระหว่างออสเตรเลียกับปาปัวนิวกินี ซึ่งช่องแคบนี้ตอนหลังได้ชื่อว่า “ช่องแคบทอร์เรส”

 


ปี ค.ศ. 1770 กัปตัน เจมส์ คุก (James Cook) ชาวอังกฤษ เดินทางมาถึงออสเตรเลีย และขึ้นบกสำรวจออสเตรเลียฝั่งตะวันออกที่อ่าวโบตานี (Botany Bay) และตั้งชื่อดินแดใหม่ที่ค้นพบว่า “นิวเซาท์เวลส์ (New South Wales)” พร้อมประกาศว่า ดินแดนแถบออสเตรเลียตะวันออก ตกอยู่ในความคุ้มครองของพระเจ้าจอร์จที่ 3 ของอังกฤษ ซึ่งเมื่อเขานำเรื่องการสำรวจดินแดนที่พบใหม่กลับไปรายงานที่อั งกฤษ ออสเตรเลียจึงตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

 

about_aus_0022.jpg


ต่อมาในปี ค.ศ. 1788 กัปตัน อาเธอร์ ฟิลลิป (Arther Phillip) นำกองเรือ 7 ลำ บรรทุกนักโทษจากเกาะอังกฤษมาขึ้นบกที่อ่าวโบตานี ในวันที่ 18 มกราคม และขึ้นบกที่พอร์ตแจ็กสัน (Port Jackson) นับว่าเป็นการตั้งรกรากของคนผิวขาวในออสเตรเลียเป็นครั้งแรก


โดยในการขึ้นบกครั้งนั้น มีชาวอังกฤษที่เดินทางมาพร้อมกับกองเรือ 1,530 คน เป็นนักโทษที่ถูกเนรเทศมา 736 คน นอกนั้นเป็นทหารและลูกเรือ


ความเป็นอยู่ช่วงแรกของชาวอาณานิคมในออสเตรเลียค่อนข้างลำบาก เพราะออสเตรเลียมีเทือกเขาบลูเมาน์เทนส์เป็นกำแพงในการเดินทางไ ปทางตะวันตก จนกระทั่งปี ค.ศ. 1813 จึงค้นพบช่องเขาที่จะเดินข้ามได้


ปี ค.ศ. 1814 นักเดินเรือชาวอังกฤษชื่อแมทธิว ฟลินเดอร์ส (Mathew Flinders) ผู้ทำแผนที่ ได้เสนอให้เรียกชื่อประเทศอาณานิคมใหม่นี้ว่า “ออสเตรเลีย”


about_aus_0027_2.jpgต่อมาได้มีการค้นพบทองคำในปี ค.ศ. 1851 ที่รัฐวิกตอเรีย ทำให้ชาวยุโรปหลั่งไหลมาหวังได้โชค แต่พบว่าทองคำไม่มีจำนวนมากมายอย่างที่คาดหวัง มีเพียงไม่กี่คนที่โชคดี และร่ำรวยจากทองคำ ส่วนคนที่พลาดหวังไม่ได้ทอง ก็หันมาเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์เพื่อดำรงชีพ ออสเตรเลียจึงมีพลเมืองที่เป็นผู้อพยพเพิ่มขึ้นจากเดิมที่มีเพี ยงนักโทษที่อังกฤษพามาปล่อยเกาะเท่านั้น


ประมาณว่าระหว่างปี ค.ศ. 1788 – 1856 มีนักโทษถูกส่งมาอยู่ออสเตรเลียมากถึง 157,000 คน หรือเทียบเท่ากับ 1 ใน 3 ของนักโทษที่อังกฤษส่งไปอเมริกา


ปี ค.ศ. 1927 ออสเตรเลียย้ายที่ทำการจากรัฐสภาเมลเบิร์นไปยังแคนเบอร์รา ซึ่งเป็นหลวงของประเทศ ต่อมาหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ออสเตรเลียเติบโตเป็นประเทศที่มั่งคั่ง ด้วยผลผลิตทางการเกษตรกรรมและการทำปศุสัตว์ และยิ่งเฟื่องฟูเมื่อมีการทำอุตสาหกรรมเหมืองแร่ นโยบายเหยียดผิวในออสเตรเลียยุติลง ชาวเอเชียอพยพไปตั้งถิ่นฐานในออสเตรเลียมากขึ้น


เมื่อมีการก่อตั้งสหภาพยุโรปขึ้น ออสเตรเลียผิดหวังที่ถูกกีดกันไม่ให้เป็นประเทศสมาชิกของสหภาพย ุโรป เนื่องจากออสเตรเลียไม่ได้ตั้งอยู่ในทวีปยุโรป ออสเตรเลียจึงหันมาเป็นมิตรกับประเทศที่อยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิก


ปัจจุบัน ออสเตรเลียจึงเป็นประเทศที่มีวัฒนธรรมแบบผสม เนื่องจากมีพลเมืองหลายเชื้อชาติ เป็นประเทศที่ผสม เนื่องจากมีพลเมืองหลายเชื่อชาติ เป็นประเทศที่แข็งแกร่งทางเศรษฐกิจ ความก้าวหน้าทางวิทยาการสมัยใหม่ ความหลากหลายทางวัฒนธรรมสังคมแบบผสมผสาน และความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ


 

ภูมิประเทศและที่ตั้ง


about_aus_0029.jpgออสเตรเลียตั้งอยู่ในซีกโลกใต้ ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของไทย อยู่ระหว่างมหาสมุทรอินเดียกับมหาสมุทรแปซิฟิก มีลักษณะประเทศเป็นเกาะ มีพื้นที่ประมาณ 7.7 ล้านตารางกิโลเมตร เป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุดในโลก แต่เป็นทวีปที่เล็กที่สุด และเป็นประเทศที่มีพื้นที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับที่ 6 ของโลก ออสเตรเลียประกอบด้วย 2 เกาะ คือ ออสเตรเลียและแทสเมเนีย

 

ลักษณะภูมิประเทศของออสเตรเลียแตกต่างกันมาก มีชายฝั่งทะเลที่งดงามชายหาดขาวสะอาด มีป่าคงดิบและป่าชื้นเขตร้อน ที่ยังสมบูรณ์และเป็นธรรมชาติที่สุดแห่งหนึ่ง ขณะเดียวกันก็มีพื้นที่แห้งแล้งด้วย กล่าวคือ พื้นที่ประมาณ 1 ใน 3 ของประเทศเป็นทะเลทราย แต่พื้นที่แถบชายฝั่งบริเวณชายฝั่งด้านตะวันตกเฉียงใต้ ของรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย และรัฐแทสเมเนียจะมีความอุดมสมบูรณ์

 

about_aus_0021.jpg
 

 

 

ข้อดีของออสเตรเลียอีกอย่างคือ เป็นประเทศที่โดดเดี่ยวมานาน ธรรมชาติของออสเตรเลียจึงถูกทำลายน้อยมาก ธรรมชาติของออสเตรเลียจึงถูกทำลายน้อยมาก ที่นี่จึงยังมีสัตว์ พืชต่าง ๆ หลายชนิด ที่ไม่พบเห็นในทื่อื่น เช่น จิงโจ้ หมีโคอาล่า วอมแบต ดิงโก้ พอสซั่ม ตุ่นปากเป็ด และตัวกินมด


 

ภูมิอากาศ


สภาพภูมิอากาศของออสเตรเลียแตกต่างกันในแต่ละรัฐ สภาพอากาศทั่วไปจะเป็นแบบเขตร้อนถึงเขตอบอุ่น อุณหภูมิต่ำสุดของออสเตรเลียโดยเฉลี่ยจะอยู่ที่แทสเมเนีย ประมาณ 11-12 องศาเซลเซียส ส่วนที่ร้อนที่สุดจะอยู่ที่มณฑลทางตอนเหนือ มีอุณหภูมิประมาณ 34 องศาเซลเซียส


ส่วนฤดูกาลของออสเตรเลีย มีอยู่ด้วยกัน 4 ฤดู คือ


about_aus_0030.jpgฤดูใบไม้ผลิ จะอยู่ที่เดือนกันยายน – พฤศจิกายน เป็นช่วงเวลาที่อากาศดีที่สุด ไม่ร้อนจัดหรือหนาวจัด เรียกว่าอากาศจะกำลังสบาย ดอกไม้บานสะพรั่งทุกแห่ง


ฤดูร้อน อยู่ที่เดือนธันวาคม – พฤษภาคม อากาศจะร้อนและแห้งแล้ง บางแห่งร้อนจัด และอาจมีไฟป่า ซึ่งเป็นภัยธรรมชาติร้อยแรงเกิดขึ้น


ฤดูใบไม้ร่วง อยู่ระหว่างเดือนมีนาคม – พฤษภาคม อากาศเริ่มเย็นลง ตามชายฝั่งทางตอนใต้และเมืองในเขตป่าจะมีฝนตกชุกบางแห่งอาจมีน้ ำท่วม


ฤดูหนาว อยู่ระหว่างเดือนมิถุนายน – สิงหาคม อากาศเย็นจัด มีหิมะตกตามภูเขาสูงทั่วไปจนสามารถเล่นสกีได้


อย่างไรก็ดี ออสเตรเลียจะมีฟ้าใส และแสงแดดแรงตลอดทั้งปี โดยเฉพาะตามเมืองชายทะเลและเมืองในแถบทะเลทราย


 

ประชากร


ออสเตรเลียมีประชากรประมาณ 20 ล้านคน มีผู้คนกว่า 140 เชื้อชาติ ส่วนใหญ่เป็นคนผิวขาวเชื้อสายยุโรป ส่วนประชากรชาวอะบอริจินเหลืออยู่ประมาณ 230,000 คน นอกนั้นเป็นผู้อพยพชาวเอเชียประมาณ 500,000 คน


about_aus_0023.jpgและประมาณ 1 ใน 5 ของประชากรออสเตรเลียเกิดในประเทศอื่น ออสเตรเลียจึงเป็นสังคมหลายชนชาติหลากวัฒนธรรม


ร้อยละ 85 ของประชากรออสเตรเลียอาศัยตามเมืองใหญ่ รัฐที่ประชากรอาศัยอยู่หนาแน่นที่สุด คือ รัฐสิวเซาท์เวลส์


ชาวออสเตรเลียในปัจจุบันให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีสมัยใหม่มาก จนมีสถิติเป็นเจ้าของโทรศัทพ์มือถือและเครื่องโทรสารต่อจำนวนปร ะชากรมากเป็นอันดับที่ 4 ของโลก และเป็นศูนย์คอมพิวเตอร์เชื่อมโยงกับเครือข่ายอินเทอร์เน็ตมากเ ป็นอันดับที่ 6 ของโลก


 

การเมืองการปกครอง


ออสเตรเลียมีการปกครองแบบสหพันธรัฐ คือ ประกอบด้วยรัฐหลายรัฐปกครองตัวเอง โดยมีรัฐบาลกลางตั้งอยู่ที่กรุงแคนเบอร์รา รัฐบาลจัดรูปแบบการปกครองแบบรัฐสภาตามแบบอังกฤษ ส่วนประมุขของประเทศเป็นผู้สำเร็จราชการ (Governor General) ที่รัฐบาลออสเตรเลียเสนอชื่อให้พระมหากษัตริย์ของอังกฤษ คือ สมเด็จพระบรมราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ทรงแต่งตั้ง ซึ่งผู้สำเร็จราชการไม่มีส่วนในการปกครองบริหารประเทศ หน้าที่ส่วนใหญ่ คือ การเป็นประธานในงานรัฐพิธีต่าง ๆ และต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองเท่านั้น


about_aus_0032.jpgระบบการเมืองของออสเตรเลียเป็นแบบรัฐสภาตามอย่างอังกฤษ รัฐสภาประกอบไปด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งได้มาจากการเลือกตั ้ง รัฐสภามีอำนาจในการแต่งตั้งและถอดถอนรัฐบาลที่ประกอบด้วยนายกรั ฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี ที่เลือกมาจากสมาชิกรัฐสภามาทำหน้าที่บริหารประเทศ รัฐสภามีหน้าที่ควบคุมการปฏิบัติงานของนายกรัฐมนตรีและฝ่ายบริห าร


นายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้าคณะรัฐบาล ตามปรกติแล้วพรรคการเมืองที่มีเสียงข้างมากในสภาจะได้เป็นรัฐบา ลออสเตรเลียเป็นแบบพรรคการเมืองผสม ประกอบด้วยพรรค Liberal Party และพรรค National Party


รัฐธรรมนูญที่ใช้ในปัจจุบัน คือ ฉบับวันที่ 9 มิถุนายน ค.ศ. 1900 (มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 มกราคม ค.ศ. 1901)

 


ประชาชนชาวออสเตรเลียที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป ต้องไปใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มิฉะนั้นจะมีความผิดตามกฏหมายรัฐธรรมนูญ


ระบบกฏหมายของออสเตรเลียเป็นกฏหมายแบบอังกฤษ คือ English Common Law และปัจจุบัน แม้ว่าออสเตรเลียจะไม่ได้เป็นประเทศอาณานิคมของอังกฤษต่อไปแล้ว แต่ก็ยังเป็นประเทศในเครือจักรภพ (A Commonwealth of British Empire) มีสมเด็จพระบรมราชินีนาถแห่งอังกฤษเป็นประมุข ทรงแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการมาทำหน้าที่เป็นประมุขแทนพระองค์


ออสเตรเลียมีการปกครองระบบประชาธิปไตย โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้บริหารประเทศ แม้ประชาชนบางกลุ่มจะมีแนวคิดที่แยกตัวออกมาจากอังกฤษมาเป็นสาธ ารณรัฐตามความต้องการของคนรุ่นใหม่ แต่ผลการลงมติเรื่องนี้เมื่อปี ค.ศ. 1999 ปรากฏว่า คนออสเตรเลียส่วนใหญ่ยังเลือกที่จะเป็นประเทศในเครือจักรภพต่อไ ป


 

การแบ่งเขตการปกครอง

ออสเตรเลีย ประกอบด้วยรัฐใหญ่ 6 รัฐ และเขตการปกครองตนเอง 2 เขต ได้แก่

รัฐนิวเซาท์เวลส์ (New South Wales)

เมืองหลวงชื่อ ซิดนีย์ (Sydney) รัฐนี้มีประชากรหนาแน่นที่สุด มีชาวไทยและนักศึกษาไทยมากที่สุด เป็นรัฐที่มีการพัฒนาทางอุตสาหกรรมมากที่สุดในออสเตรเลีย ซิดนีย์เป็นเมืองคึกคัก เต็มไปด้วยสีสัน มีชีวิตชีวา สัญลักษณ์ของเมือง คือ โอเปราเฮาส์ (Opera House) และสะพานข้ามอ่าวซิดนีย์ (Sydney Harbor Bridge)

รัฐควีนส์แลนด์ (Queensland)

รัฐนี้เป็นรัฐที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 มีบริสเบน (Brisbane) เป็นเมืองหลวง ควีนส์แลนด์ได้ชื่อว่าเป็นรัฐแห่งแสงแดด (Sunshine State) ที่มีปะการังที่ยาวที่สุดในโลกจนได้รับการยกย่องเป็นมรดกของโลก ชื่อ” Great Barrier Reefs” มีป่าดงดิบและป่าเขตร้อนที่อุดมสมบูรณ์

รัฐเซาท์ออสเตรเลีย (South Australia)

มีเมืองหลวงชื่อ อาดิเลด (Adelaide) ครั้งหนึ่งเมืองนี้ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองแห่งเทศกาล เนื้อที่ส่วนใหญ่จะแห้งแล้ง

รัฐแทสเมเนีย (Tasmania)

มีเมืองหลวงชื่อโฮบาร์ต (Hobart) เป็นรัฐที่เล็กที่สุด เป็นเกาะตั้งอยู่ห่างจากรัฐวิกตอเรียแผ่นดินใหญ่ประมาณ 240 กิโลเมตร มีอากาศหนาวที่สุด สภาพภูมิประเทศเป็นหุบเขาและที่ราบสูง ทิวทัศน์สวยงามมาก จนได้รับการขนานนามว่าเป็น สวิตเซอร์แลนด์แห่งออสเตรเลีย ที่นี่เป็นเมืองสงบ ค่าครองชีพและค่าเล่าเรียนถูก เป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยแทสเมเนีย (University of Tasmania)

รัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย (Western Australia)

มีเมืองหลวงชื่อเพิร์ท (Perth) เป็นรัฐที่มีพื้นที่มากที่สุด อุดมสมบูรณ์ด้วยเหมืองแร่และแร่ทองคำ อาชีพสำคัญของประชากรคือ การทำประมงและทำเหมืองแร่ นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งผลิตเพชรได้มากเป็นอันดับ 3 ของโลก เพิร์ทเป็นเมืองสะอาด สวยงาม และเป็นเมืองใหญ่ที่อยู่ใกล้ประเทศไทยที่สุด ใช้เวลาในการเดินทางเพียง 6 ชั่วโมงครึ่ง มีเวลาแตกต่างจากประเทศไทยเพียง 1 ชั่วโมง

รัฐวิกตอเรีย (Victoria)

รัฐนี้ได้รับการขนานนามว่า “Garden State” เนื่องจากมีสวนสาธารณะมากกว่ารัฐอื่น เมืองหลวงคือ “เมลเบิร์น” เป็นเมืองใหญ่อันดับ 2 เป็นศูนย์กลางศิลปะ ที่ตั้งของหอศิลป์ (National Gallery of Victoria) ที่ตั้งของศูนย์แสดงคอนเสิร์ต (Melberne Concert Hall) ที่มีระบบเสียงดีที่สุดในโลกแห่งหนึ่งและเป็นเมืองที่นักศึกษาไ ทยนิยมไปศึกษาเป็นอันดับ 2

เขตนครหลวงออสเตรเลีย (Australian Capital Territory)

เป็นเขตที่ตั้งเมืองหลวงของประเทศ คือ แคนเบอร์รา เป็นศูนย์กลางการปกครองลักษณะตัวเมืองทันสมัยเพราะมีการวางผังเ มืองอย่างดีเยี่ยม เป็นที่ตั้งขององค์กรระดับชาติและหน่วยงานสถานทูตต่าง ๆ รวมทั้งสถานทูตไทย

เขตนอร์เทิร์นเทร์ริทอรี ( Northern Territory)

มีเมืองหลวงชื่อดาร์วิน (Darwin) เนื้อที่ส่วนใหญ่ของมณฑลแถบนี้จะแห้งแล้ง มีพื้นที่เกษตรกรรมเพียงร้อยละ 10 ภูมิอากาศไม่เหมาะกับการเพาะปลูก แต่เป็นแหล่งผลิตไวน์อันยอดเยี่ยม

เส้นแบ่งเขตเวลา


ออสเตรเลียเป็นประเทศที่มีขนาดกว้างใหญ่ จึงแบ่งเวลาตามเส้นแบ่งของโลกออกเป็น 3 เขตเวลาด้วยกัน คือ


 
  • เวลาฝั่งตะวันออก (Eastern Standard Time-EST)ใช้ในรัฐนิวเซาท์เวลส์ รัฐวิกตอเรีย รัฐแทสเมเนีย รัฐควีนส์แลนด์ และกรุงแคนเบอร์รา เวลาจะเร็วกว่าประเทศไทย 3 ชั่วโมง
  • เวลาภาคกลาง (Central Standard Time-CST) ใช้ในรัฐเซาท์ออสเตรเลีย และนอร์เทิร์นเทร์ริทอรี เวลาจะเร็วกว่าประเทศไทย 2 ชั่วโมงครึ่ง
  • เวลาภาคตะวันตก (Western Standard Time-WST) ใช้ในรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย เวลาเร็วกว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง ในช่วงฤดูร้อน (ตุลาคม – มีนาคม) รัฐทางใต้ ซึ่งได้แก่ รัฐเซาท์ออสเตรเลีย รัฐวิกตอเรีย และรัฐแทสเมเนีย จะปรับเวลาให้เร็วขึ้น 1 ชั่วโมง

 

ขอขอบคุณบทความดี ๆ จากหนังสือ “ทุนเรียนฟรี ที่เรียนต่อออสเตรเลียและนิวซีแลนด์”


Edited by bebe1603
bebe1603@hotmail.com
Back to Top
bebe1603 View Drop Down
Exclusive member
Exclusive member
Avatar

Joined: 24 Oct 2007
Location: Australia
Online Status: Offline
Posts: 921
Post Options Post Options   Quote bebe1603 Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 22 Dec 2007 at 18:26 Share

อาจเป็นเพราะบีบีรู้มากหรือเรื่องมากก็ไม่รู้ คงเป็นเพราะไม่อยากให้ใครเอาเปรียบและก็ไม่ชอบเอาเปรียบใครเหมื อนกัน

อิอิในระหว่างที่บีบีว่างงานอยู่นั้นเผอิญเปิดไปเจอข้อมูลมาเวป หนึ่งค่ะ

เลยเอามาฝากกัน หวังว่าคงจะเป็นประโยชน์แก่เพื่อนๆ ชาวแก้งค์ไม่มากก็น้อยน่ะค่ะ

กฏหมาย…ใกล้ตัว

“เด็กไทยป้องกันตัวไว้ก่อน รู้กฎหมายแรงงานและค่าจ้างขั้นต่ำ ขยันได้แต่ต้องรู้ทางหนีทีไล่ไม่ให้โดนเอาเปรียบ”

 

หากจะกล่าวกันตรงๆแล้วนักเรียนนักศึกษาไทยจำนวนไม่น้อยเดินทางม าออสเตรเลียด้วยเหตุผลนานับประการไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการศึกษ าในระดับต่างๆหรือการเดินทางมาเพื่อทำงานเก็บสตางค์ สร้างเนื้อสร้างตัว ต่างก็ต้องอาศัยน้ำพักน้ำแรงของตนด้วยการทำงานนอกเหนือจากเวลาเ รียนเพื่อเป็นการหารายได้มาใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน

 

looking_for_job.jpg

 

 

อาชีพที่คนไทยทำนั้นมีอยู่หลากหลายด้วยกันไม่ว่าจะเป็นงาน ร้านอาหาร งานทำความสะอาดตอนกลางคืน งานโรงงาน ๆลๆ แต่ไม่ว่าจะเป็นงานด้านใดก็ตามแต่การทราบกฎหมายแรงงานนั้นถือว่ าเป็นสิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งที่จะทำให้เรานั้นไม่โดนเอาเปรียบ จากนายจ้างหากเพราะภาษาที่เป็นอุปสรรคหรือเพราะเห็นเราเป็นนักศ ึกษาเลยทำให้อำนาจการต่อรองนั้นดูด้อยลงไป

 

ส่วนในรายละเอียดที่จะแสดงให้ดูต่อไปนี้เป็นการประเมินรายได้ใน แต่ละสาขาอาชีพในสาขาต่างๆที่เป็นที่นิยมของคนไทยในออสเตรเลีย

 

พนักงานทำความสะอาด
* Part time รายได้จะอยู่ที่ระหว่าง 16.72 – 18.42 เหรียญต่อชั่วโมง
* Casual รายได้จะอยู่ที่ระหว่าง 18.70 – 19.96 เหรียญต่อชั่วโมง

 

พนักงานใน Club (รายได้ที่กำหนดไว้นั้นขึ้นอยู่กับตำแหน่งงานที่ทำอีกต่างหาก โปรดตรวจสอบจากทางเวปไซต์เบื้องต้นอีกครั้ง)
* Part time รายได้จะอยู่ที่ระหว่าง 14.36 – 19.49 เหรียญต่อชั่วโมง
* Casual รายได้จะอยู่ที่ระหว่าง 17.95 – 24.36 เหรียญต่อชั่วโมง

 

พนักงานในร้านทำผม
* Part time รายได้จะอยู่ที่ระหว่าง 14.68 – 17.00 เหรียญต่อชั่วโมง
* Full Time รายได้จะอยู่ที่ระหว่าง 507.00 – 618.20 เหรียญต่อสัปดาห์

 

พนักงานผู้ช่วยผู้จัดการร้าน
* Part time รายได้จะอยู่ที่ 15.335 เหรียญต่อชั่วโมง
* Casual รายได้จะอยู่ที่ระหว่าง 17.635 เหรียญต่อชั่วโมง

 

พนักงานร้านอาหารต่างชาติ (kitchen hand และ พนักงานเสริฟ)
* Part time รายได้จะอยู่ที่ระหว่าง 13.99 – 14.43 เหรียญต่อชั่วโมง
* Full Time รายได้จะอยู่ที่ระหว่าง 531.30 – 548.30 เหรียญต่อสัปดาห์

 

พนักงานในโรงแรม
* Part time รายได้จะเริ่มต้นที่ 14.96 เหรียญต่อชั่วโมง
* Casual รายได้จะเริ่มต้นที่ 16.46 เหรียญต่อชั่วโมง

 

งานแรงงานในโรงงาน
* Part time รายได้จะอยู่ที่ระหว่าง 14.84 – 16.27 เหรียญต่อชั่วโมง
* Casual รายได้จะอยู่ที่ระหว่าง 17.060 – 18.70 เหรียญต่อชั่วโมง

 

อย่างไรก็ตามรายละเอียดของงานที่กล่าวมานั้นเป็นเพียงแค่ส่วนหน ึ่งของสาขาอาชีพที่มีอยู่ในประเทศออสเตรเลียและรายได้ที่ได้กล่ าวไว้นั้นเป็นรายได้ขั้นต่ำในแต่ละสาขาวิชาชีพ ซึ่งหากจะกล่าวทั้งหมดอาจจะต้องลงไปในรายละเอียดเป็นจำนวนมากไม ่ว่าจะเป็นตำแหน่งของงาน รวมไปถึงวันเวลาและจำนวนชั่วโมงที่ทำงาน ซึ่งท่านผู้อ่านทุกท่านสามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.youngpeopleatwork.nsw.gov.au ซึ่งทางรัฐบาลออสเตรเลียเองนั้นก็ยังรับร้องเรียนเรื่องความไม่ ยุติธรรมในสถานประกอบการรวมไปถึงความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างกับ ลูกจ้างอีกด้วย และที่สำคัญเราทุกคนต้องคอยหมั่นสำรวจผลประโยชน์ของตนและรักษาก ฎระเบียบในสถานประกอบการใดๆของตนไม่ให้ขาดตกบกพร่องอีกด้วย

 

สนับสนุนบทความโดย Thaipress





Edited by bebe1603
bebe1603@hotmail.com
Back to Top
bebe1603 View Drop Down
Exclusive member
Exclusive member
Avatar

Joined: 24 Oct 2007
Location: Australia
Online Status: Offline
Posts: 921
Post Options Post Options   Quote bebe1603 Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 22 Dec 2007 at 18:28 Share

รายการ

ขอที่ไทย 24 BHT / 1 AUD

ขอที่ออส AUD

ตรวจโรค body check

125

250

ขอวีซ่า 42955 BHT/1390AUD+535BHT

1789

2060

รับรองเอกสารใบเกิด(จ้างแปล300+กงศุลรับรอง400)

46

13

สำเนาทะเบียนบ้าน(จ้างแปล300+กงศุลรับรอง400)

46

13

บัตรประชาชน

46

13

ทะเบียนสมรส

46

free

ใบรับรองจากตำรวจ(ค่าส่ง)

2

free

รวม

2100

2349

bebe1603@hotmail.com
Back to Top
bebe1603 View Drop Down
Exclusive member
Exclusive member
Avatar

Joined: 24 Oct 2007
Location: Australia
Online Status: Offline
Posts: 921
Post Options Post Options   Quote bebe1603 Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 22 Dec 2007 at 18:30 Share

สัมภาษณ์วีซ่า

นัดสัมภาษณ์ค่ะ กับคุณวนิดา ... ครับๆ เดี๋ยวบอกให้ครับ  ซักประเดี๋ยวเห็นผู้หญิงคนนึงมองหน้าไม่ทัน แต่หอบแฟ้มเอกสารมาเดินฉับ ๆๆ อยู่ข้างนอก อ่า แฟ้มตรูนี่หว่าใช่หละ ของเราแน่ๆๆๆ อึดใจต่อมา ...เรียกแว้ววค๊า....

เดินเข้าไปในห้อง พร้อมสวัสดีทักทายกัน  คุณวนิดา แกน่ารักจริงๆ สมกับที่หลายๆ คนเคยสัมภาษณ์มา แกก็แนะนำตัวว่าแกเป็นเคสของเราน๊ะ แล้วก็บอกมาว่าสัมภาษณ์วันนี้จะมีผลอะไรๆๆๆ บ้าง บลา บลา บลา

เสร็จก็เริ่มสัมภาษณ์ .. เจ๊คงไม่ได้เล่าละเอียดมากเน้อ แต่จะมาสรุปให้ฟังว่า  คำถามที่ ถามพี่ทั้งหมด เกี่ยวข้องกับเรื่อง ความสัมพันธ์ของเจ๊ และสามี  ตามข้อมูลที่เราให้ไป ทั้งในใบสมัครและจดหมายที่เราเขียนเล่าเรื่องราวของตัวเรา เจ๊ก็เล่าตามเหตุการณ์จริงทุกอย่าง วันแรกที่เจอกัน วันที่ขอแต่งงาน วันที่จดทะเบียน ญติพี่น้องเรา-สามี รู้จักเราไม๊เคยเจอกันไม๊ วางแผนในอนาคตยังไง ถ้าได้วีซ่าแล้วจะอยู่ที่ไหน บลาๆๆๆๆๆๆๆ  แกก็จะถามเราไปพิมพ์ไปด้วย  หลังจากเสร็จ คุณวนิดาก็บอกว่าเอกสารทุกอย่างครบถ้วนเรียบร้อยดี ที่สัมภาษณ์ก็เสร็จแค่นี้ แลถามว่า มีอะไรจะถามดิฉันไม๊ พี่ก็ถามไปคำเดียวเลยว่า จะทราบผลเมื่อไหร่ แกก็เลยบอกว่าตาม Process ก็อยู่ในช่วง 1-3 เดือน แต่ถ้าเคสไม่โหลดมาก ก็เดือนธันวาน่าจะรู้ผล แกจะโทรมาแจ้ง แล้วให้นำพาสปอร์ตตัวจริงไปรับวีซ่านั่นอีกครั้ง

ใช้เวลาสัมภาษณ์  30 นาที พี่สัมภาษณ์เริ่ม 9.30 - 10.00 น.  เดินหน้าบานออกมาเลย แถมหลงอีก เงอะๆๆงะงะ เจ้าหน้าที่ก็จะคอยบอกตลอดเอิ๊กๆๆๆ เพราะอย่างที่บอก เจ๊เปิ่นประจำ 

คุณวนิดา น่ารักมาก ถ้าใครได้เคส เป็นคุณวนิดา ทำใจให้สบาย ตอบคำถามที่แกถาม  เพราะแกจะถามเรื่องความสัมพันธ์ของเรากับสามีทั้งนั้นจ๊ะ

bebe1603@hotmail.com
Back to Top
bebe1603 View Drop Down
Exclusive member
Exclusive member
Avatar

Joined: 24 Oct 2007
Location: Australia
Online Status: Offline
Posts: 921
Post Options Post Options   Quote bebe1603 Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 22 Dec 2007 at 18:31 Share

วีซ่าแต่งงานผ่านแล้วค่ะ
หลังจากส่งเอกสารครบประมาณ 3 วัน วันนี้พึ่งได้รับ mail ว่าวีซ่าผ่านแล้ว ทำงานได้แล้ว ไปใหนมาใหนนอกประเทศได้แล้ว ดีใจมากๆค่ะ ไม่มีสัมภาษณ์อะไรเลย แต่จดหมาย relashionship kate 4 หน้า สามีกลัวน้อยหน้าเขียนบรรยายไป 6 หน้าค่ะ เฮ้อค่อยโล่งอกหน่อย

แฟนมาเมืองไทยกี่ครั้ง 

ครั้งละกี่เดือน

อีเมล์ที่บีส่งให้แฟน

เรื่องรูปค่ะบีจำได้บีได้เขียนอธิบายว่าถ่ายที่ไหน

วันที่เท่าไหร่  เค้าบอกว่าบีไม่ได้เขียนบอกรายละเอียด  บีจำได้บีเขียนค่ะ   

ตอนเดือนกรกฎาคมบีกับแฟนได้ไปเที่ยวที่ลาวค่ะเค้าก็ถามว่าไปวัน ที่เท่าไหร่

บีก็บอกว่าประมาณ31กรกฎาคม พักอยู่ที่ลาว1อาทิตย์ตอนนี้

 เค้าถามบีว่าไปออสทำไมบีตอบว่าไปเยี่ยมแฟนกับแม่แฟนค่ะ 

คำถามที่โดนใจมากคือเค้าถามบีว่าคุณเคยมีแฟนมั้ยบีบอกว่าเคยมีแ ต่เลิกกันนานแล้ว  

อยู่กินกันเป็นสามีภรรยามั้ย  

บีบอกว่าไม่ค่ะแค่แฟน  มีลูกมั้ย  เหมือนsheไม่แน่ใจค่ะถามบีอีกว่าอยู่กันแบบสามี-ภรรยาหรือแฟนค่ ะ 

บีบอกว่าแฟนค่ะ 

เค้าไม่ได้ถามบีว่าเจอที่ไหน  เมื่อไหร่

bebe1603@hotmail.com
Back to Top
bebe1603 View Drop Down
Exclusive member
Exclusive member
Avatar

Joined: 24 Oct 2007
Location: Australia
Online Status: Offline
Posts: 921
Post Options Post Options   Quote bebe1603 Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 22 Dec 2007 at 18:33 Share

ก่อนบินแล้วต้องจัดกระเป๋าดูด้วยน่ะว่าของที่ต้อง Declare มีอะไรบ้าง   ลองอ่านใน link นี้นะคะ http://www.daff.gov.au/languages/thai

bebe1603@hotmail.com
Back to Top
bebe1603 View Drop Down
Exclusive member
Exclusive member
Avatar

Joined: 24 Oct 2007
Location: Australia
Online Status: Offline
Posts: 921
Post Options Post Options   Quote bebe1603 Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 22 Dec 2007 at 18:37 Share

ได้ spouse visa แล้วเรียนฟรี510 ชม.

 

ไม่ได้เข้ามาเยี่ยมเยียนนานเพราะมัวแต่ยุ่งเรื่องเรียน มาอยู่ที่ Perth เกือบ 4 เดือนแล้ว วันที่ 12 ก.ค. นี่ก็ 4 เดือนพอดี อยากจะบอกกับเพื่อนๆ ว่าถ้าได้มาอยู่ที่นี่แล้ว ขอให้ไปใช้สิทธิ์ในการเรียนภาษาฟรีนะคะ  ขอบอกว่า ดีมากกกกกกกกกกกกกกกกกกก  อาจารย์ใจดีมากกกกกกกกก อย่ากังวลเรื่องว่าอยู่ไกล แล้วมาเรียนลำบาก เพราะเพื่อนบางคนนั่งรถเมล์ แล้วมาต่อรถไฟก็มี  การเดินทางไม่ลำบาก เพราะโรงเรียนอยู่ในเมือง มีเพื่อนคนหนึ่งในห้อง จ่ายค่าเรียน course เดียวกับเรา 3300 ดอลลาร์ คูณ 30 แล้ว จะเป็นลม เราเรียนฟรี เพราะเป็น spouse visa  ของเพื่อนเป็น skilled visa ที่โรงเรียนมีสมุด หนังสือแจกหมด มาแต่ตัว ปากกา ดินสอ ยางลบ ส่วนดิกชั่นนารี ครูเอามาให้ยืมในชั่วโมงเรียน เรียนหมดทั้ง reading, writing, ,listening, conversation  คอร์สหนึ่งประมาณ 10 อาทิตย์ เรียนจบก็สอบ  แต่ละคนเรียนฟรี 510 ชั่วโมง ส่วนที่เกิน 510 ชั่วโมงจ่ายตัง 60 ดอลลาร์ ได้เจอเพื่อนๆต่างชาติ ได้คุยกันสนุกดี ได้ไปทัศนศึกษา มีหลายหลักสูตรให้เรียนต่อเนื่อง จนไปต่อมหาลัย มีบริการหางาน โอ้ย เยอะ ขอให้มาเรียนเถอะ!!!!! 

 

เก๋ไปพบเจ้าหน้าที่เค้าให้เรียน level 3 เลยแต่เวลาเรียนจริงจะไม่ถึง 510 ชม. เจ้าหน้าที่ก็ใจดีใส่โปรแกรมภาษาอังกฤษสำหรับการโรงแรมเข้าไปให ้ใน 510 ชม. ให้เราเรียนฟรี (ปกติตัวนี้มีค่าใช้จ่าย) เราก็ไม่ต้ องเสียเงินมาเรียน และนำความรู้ไปสมัครงานที่ตรงสายได้ดีขึ้นด้วยคะ ของเก๋เจ้าหน้าที่เค้าจะคุยกับเราเรื่องความต้องการหลังจากจบกา รเรียนแล้วอยากทำงานอะไร หรืออยากไปเรียนต่อเค้าจะได้ดูตัวคอร์สที่น่าจะเป็นประโยชน์ให้ เราหนะคะ

 

ปกติแล้วต้องเรียนตามที่กำหนดในหลักสูตร เพราะตัวเองก็เรียน level 3 แต่ในแต่ละ level ต้องเรียน 3 เทอม ถึงจะจบ และได้ประกาศนียบัตร แต่ละเทอมต้องเรียน 10-11 อาทิตย์ ตัวเองเรียน  full time  อาทิตย์หนึ่งต้องเรียน 15 ชั่วโมง อาทิตย์ หนึ่งเรียน 4 วัน  part timeเรียน ชั่วโมงน้อยกว่าในแต่ละอาทิตย์ ในระดับเดียวกันต้องใช้เวลาเรียนมากกว่าเท่าตัวค่ะ แล้วจะมีวิชาเลือก special focus ในแต่ละเทอมให้เลือกเรียนวิชาละ 20 ชั่วโมง แล้วแต่สนใจ เช่น computer, maths, first aids, driving license,citizenship  วิชาพวกนี้จะนับรวมใน 510 ชั่วโมงด้วย  บางคนก็ไม่เรียนเพราะกลัวชั่วโมงไม่พอสำหรับ 3 เทอม ถ้าสอบไม่ได้ใน level 3 เพราะต้องการเก็บชั่วโมงเรียนจะได้ไม่ต้องเสียตังถ้าต้องการเรี ยนจนถึง level 3  แต่ถ้าเรียนเก่งก็ให้พาสชั้น ชั่วโมงเรียนจะเหลือ counsellorจะแนะว่าต้องเรียนอะไรต่อจะได้ไปทำงานต่อเนื่องได้
bebe1603@hotmail.com
Back to Top
bebe1603 View Drop Down
Exclusive member
Exclusive member
Avatar

Joined: 24 Oct 2007
Location: Australia
Online Status: Offline
Posts: 921
Post Options Post Options   Quote bebe1603 Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 22 Dec 2007 at 18:52 Share

หลังแต่งงานก็ต้องเปลี่ยนเป็น spouse visa  ระยะเวลาขอวีซ่าก็ 2 ปี แล้วจีงมาเป็น PR  ระยะเวลา 1 ปี แล้วก็ citizenship ค่ะ แต่กว่าจะได้ต้องไปสอบ citizenship test ก่อนนะค่ะ จนกว่าจะผ่าน จึงจะได้ citizenship 

กฏใหม่ ที่อิมมิเกรชั้น เปลี่ยนกฏสำหรับ การขอ ซิติเซ็นต์ และ คู่มือ สำหรับการเตรียมสอบ เพื่อขอเป็นซิติเซ็นต์นะคะ ดูแล้วไม่ยาก เลย ข้อสอบมี ให้ทำ 20 ข้อ เป็นมัลติเพิลช้อย และ แค่ต้องตอบให้ถูก 60 เปอร์เซ็นต์ แค่นั้นเองคะ เห็นว่า คำถาม มี อยู่ 200 คำถาม แล้วแต่เรา ว่าจะได้ 20 คำถามไหน จาก 200 คำถาม นั้นนะคะ แต่ ทุกคำถาม ก็มีจากคู่มือ นะคะ เพื่อน เข้าไป ดาวน์โหลด มาอ่านก่อน ก็ได้คะ ก็เป็นเรื่องทั่วไปของออกสเตรีย นะคะ  ก็มีประวัติ วัฒนธรรม ระบบการปกครอง ประชากร สัญลักษณ์ประจำชาติ เพลงชาติ และ อื่นๆนะคะ ดูแล้วไม่ยากนะคะ ถ้าใคร มีเวลาลองเข้าไปอ่านเพิ่มเติมได้คะคู่มือ เรียกว่าBecoming an Australain citizen ในเวป จะอธิบายหมดคะ ว่า ต้องทำอย่างไรบ้า 

http://www.citizenship.gov.au/test/index.htm

หัวข้อหลัก ที่มีในข้อสอบ ก็มี หัวข้อใหญ่ๆดังนี้ คะ

  • Australia’s history
  •   Australia’s geography
  •  the Australian people
  •  Australian values
  •  the system of government
  • responsibilities and privileges of Australian citizenship.

ใคร มีเวลาว่างก็ลองไปศึกษาอ่านคู่มือเตรียมสอบก่อน ก็ได้คะ และ มีตัวอย่างข้อสอบในคู่มือเตรียมสอบด้วยคะ โชคดีค

คู่สมรส หรือ พาร์ทเนอร์ ของคนออสเตรเลียหรือผู้ที่ถือสัญชาติออสเตรเลีย ที่ได้เป็นผู้อยู่อาศัยถาวร ในออสเตรเลีย ในวันที่ 1กรกฏาคม 2007 หรือหลังจาก วันดังกล่าวแล้ว ควรมีระยะเวลาที่อยู่ อาศัยในออสเตรเลียอย่างถูกต้องตามกฏหมาย รวมแล้ว 4ปี ระยะเวลาดังกล่าว นั้น รวมถึง 3ปี ในเป็นผู้อยู่อาศัยชั่วคราว หรือ การถือวีซ่าชั่วคราว และ อีก 1 ปี หรือ 12 เดือน หลังจากได้ วีซ่าถาวร หรือเป็นผู้อาศัยอย่างถาวร

ตามความเข้าใจของเรา ก็คือกฏใหม่ นั้น เมื่อ คุณ ขอวีซ่าคู่หมั้นหรือคู่สมรสเข้า มา แล้ว เขาจะให้ วีซ่า ชั่วคราว Temporary Residentsแก่คุณโดย วีซ่า ตัวนี้ มีอายุ 3ปี หลังจากนั้น เขาจะส่งใบสมัครวีซ่า ถาวรหรือการ เป็น พีอาร์มาให้ หลังจากได้ พีอาร์ คุณต้องมีระยะเวลารวมอยู่ ออสให้ได้ 1ปี ก็ขอซิติเซ้นต์ ได้ คะ ก็คือระยะเวลาในการอยุ่ออสเตรเลีย 3ปี ในช่วงถือ วีซ่าชั่วคราว และ อีก ระยะเวลารวม 1ปี หลังจาก ได้ พีอาร์ นั้นเอง คะ แต่ถ้า คุณเข้าออก ประเทศ บ่อย ๆและ ไปอยุ่ไทย นานๆ ก็ ต้องถูกหัก ลบ ออก ไป ก็ ระยะ เวลา ก็ต้อง ยืด ระยะเวลาไป เช่น ถ้า ช่วงที่ถือ วีซ่า ชั่วคราวนั้น คุณ ไป ไทย และอยู่ นานๆ และ 3ปี ที่คุณ ถือ วีซ่า ชั่วคราวนั้น ระยะเวลารวม ไม่ถึง 3ปี พอคุณได้ พีอาร์ คุณก้ต้อง มา รวมเวลาให้ ได้ ครบ 4ปี หลังจากได้พีอาร์ นะคะ เพราะถ้าคุณ ไม่ไปอยุไทย นานๆ หลังจากได้ วีซ่า ชั่วคราว หรือ บรรดา วีซ่าคู่สมรส คู่หมั่น หรือดิแฟคเดอร์ นั้นคุณอยู่ ออส ตลอดเวลา รวมแล้วได้ 3ปี พอคุณได้ พีอาร์ คุณก็แค่อยู่ ออสแค่ 1ปี ก็ขอซิติเซ็นต์ ได้แล้วคะ

จริงๆก็ กฏเก่ากฏใหม่ ก็ต้อง ใช้เวลา 4ปี เหมือน กัน ก่อน จะได้ ขอ ซิติเซ็นต์นะคะ แต่ แตกต่างกัน ตรงที่ตัวใหม่ นั้น ต้องรอ 3ปี ก่อน จะได้ พีอาร์ นะคะ แต่ พอได้พีอาร์ นั้น ก็ รอ อีก แค่ 1ปี เอง คะ อ้นนี้ในกรณี ที่พวก คุณ อยู่ออส ตลอด นะคะ สำหรับคนที่กลับไปอยุ่ไทย นานๆ ระยะเวลาก็ จะยืดไปอีกคะ สำหรับ สิทธ์ และสวัสดิการ ของ พีอาร์ และ ซิติเซ็นต์เหมือน กัน คะ แตกต่าง แค่ว่า ซิติเซ็นต์ มีสิทธิ์ ทางการเมือง เช่น สิทธิ์ ไปเลือกตั้ง และ มีสิทธิ์ ในการขอพาสปอร์ต และถือ พาสปอร์ตออสเตรเลีย แค่นั้นเอง คะ

แต่ สิทธิ์ การ ถือ วีซ่าชั่วคราวนั้นแตก ต่าง กับ วีซ่าถาวร ตรงที่ ค่าเล่าเรียน จะจ่ายเท่าเด็กอินเตอร์ ในกรณีเรียนอย่างอื่น ที่ไม่ใช่ เรียนภาษาของAMEP   หรือ คอร์สที่ ไม่เกี่ยวกับ ทางรัฐจัดให้ สำหรับผู้ย้ายถิ่นฐานเข้ามาอยู่ ทีออส นะคะ เช่น ถ้าจะเรียน มหาวิทยาลัย ก็ต้องจ่าย ตามเรต ของ เด็กนักเรียนอินเตอร์ นะคะ แต่ถ้าคุณ ได้ เป็น พีอาร์ แล้วค่าเล่าเรียนจะจ่าย ราคาคน ออสเตรเลีย นะคะ ก็จะถูก กว่า ราคาเด็กอินเตอร์ ครึ่งต่อครึ่ง นะคะและสามารถกู้เรียน กับกองทุน รัฐได้ คะ สำหร้บสิทธิ์ รักษาพยาบาล นั้น ก็ได้เหมือน กัน คะ แต่ บัตรเมดิแคร์ เขาจะออกให้เป็นแบบ ชั่วคราวนะคะ ถ้าคุณเป็นพีอาร์ ก็จะออกให้ แบบถาวรคะ และสิทธิ์รับเงินช่วยเหลือจาก เซ็นต์เตอร์ลิงค์ ก็จะไม่ได้รับ นอกจากคุณเป็นพีอาร์ แล้วเท่านั้นคะ

ก็หวังว่า ข้อมูลเหล่านี้ คง ถูกต้องนะคะ เพราะ เรา จริงๆเพิ่งมาอยู่ได้ แค่ 1 ปี กับ4 เดือน คะ แต่ทำเรื่อง ทุกอย่างเองหมด ศึกษาเอง และ เราได้พีอาร์แล้ว ก่อน วัน ที่ 1 กรกฏาคม 2007 ด้วย อย่าถาม นะคะ ทำไม่ได้เร็ว เพราะ เราก็ไม่ทราบ ว่า ทำไม มาอยู่ได้ 7-8 เดือน เขาส่งใบสมัคร พีอาร์ มาให้ ส่งมาให้เราก็สมัครเลยคะ  พอได้พีอาร์ คราวนี้ก็ เรียนได้ ราคาถูกๆ นะคะ แต่เราคิดว่า อาจเพราะ เราอยู่กับสามีที่ไทย มา 7-8ปีแล้ว เพิ่งจะ ทำเรื่องกลับ มาอยู่ออส กัน เขาอาจให้โบนัส มั้งคะ เพราะฉะนั้นแล้ว แต่ กรณี
bebe1603@hotmail.com
Back to Top
bebe1603 View Drop Down
Exclusive member
Exclusive member
Avatar

Joined: 24 Oct 2007
Location: Australia
Online Status: Offline
Posts: 921
Post Options Post Options   Quote bebe1603 Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 22 Dec 2007 at 18:53 Share

พระราชบัญญัติสัญชาติ การเสียสัญชาติไทย
ม. 13 หญิงซึ่งมีสัญชาติไทย และได้สมรถกับคนต่างด้าวและอาจถือสัญชาติของสามี ถ้าประสงค์จะสละสัญชาติไทย ให้แสดงความจำนงต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามแบบ และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง
ม. 22 ผู้ซึ่งมีสัญชาติไทย และได้แปลงสัญชาติเป็นคนต่างด้าวหรือ สละสัญชาติไทยหรือถูกถอนสัญชาติไทย ย่อมเสียสัญชาติไทย

การเสียสัญชาติตามกกฎหมายไทยแบ่ง
1.
การแปลงสัญชาติเป็นคนต่างด้าว
2.
การสละสัญชาติโดยการสมรสกับชาวต่างด้าว
3.
การสละสัญชาติไทย คือกรณีผู้มีสัญชาติไทยและขอสละสัญชาติไทยของตนไปถือสัญชาติต่า งประเทศ

กฎหมายไทยเขียนขึ้นตามจารีตประเพณีคือผู้ชายเป็นผู้นำของครอบคร ัวเมื่อหัวหน้าครอบครัวเป็นคนต่างด้าวภริยาก็ควรจะได้สัญชาติขอ งสามี แต่ในทางกลับกัน ถ้าหญิงต่างด้าว แต่งงานกับชายไทยหญิงนั้นก็จะได้สัญชาติตามสามีคือสัญชาติไทย

สำหรับหญิงไทยจะถือสองสัญชาติได้มั้ยนั้น ในกรณีสมรสกับต่างชาติ
ตอบ ได้ เพราะไม่มีมาตราไหนระบุว่าหญิงไทยที่แต่งงานกับต่างชาติต้องเสี ยสัญชาติไป หรือกฎหมายบังคับต้องเลือกสัญชาติเดียว
**
แต่ปัญหา**
กรุณาย้อนดูมาตรา 22 จะขัดกับ มาตรา 13
การถือสองสัญชาติของสาวไทยจะมีข้อดีก็ตรงที่ว่าเราจะได้หนังสือ เดินทางของประเทศสามี และสะดวกในการท่องเที่ยว และเมื่อมาเมืองไทยก็ใช้หนังสือเดินทางไทยแต่ปัญหาอยู่ที่
**
เมื่อเราซื้อที่ดินในขณะที่เราก็ถือสัญชาติของสามีนั้นถ้าหากหน ่วยงานรัฐตรวจสอบได้ว่าเราซื้อที่ดินนั้น และถ้าเกิดมีการขึ้นศาลเรื่องที่ดิน ศาลจะดูสัญชาติสุดท้ายที่เราได้มา ก็หมายความว่าสัญชาติของสามี และก็หมายถึงเราเป็นคนต่างด้าวซึ่งจะทำให้โดยยึดทรัพย์โดยที่เร าไม่สามารถอ้างเหตุผลว่าไม่รู้ไม่ได้เพราะในกฎหมายไทยระบุว่าคน ไทยต้องรู้กฎหมาย เข้าใจว่ามันเป็นเรื่องที่ยาก แต่ในตัว บรรพ กฎหมายระบุไว้อย่างนี้จริงๆ
**
สิทธิและฐานะของคนต่างด้าวในประเทศไทย** รับแต่ละรัฐมีอำนาจเต็มที่ในการบัญญัติกฎหมายกำหนดสิทธิและสถาน ะของคนต่างด้าวถือเป็นหลักระหว่างประเทศว่าคนต่างด้าวไม่อาจเรี ยกร้องสิทธิให้เท่าเทียมกับพลเมืองของรัฐนั้นซึ่งรัฐจะกำจัดสิท ธิบางอย่างของคนต่างด้าว
1.
สิทธิทางการเมือง
2.
สิทธิในการประกอบธุรกิจ อาชีพ และวิชาชีพ
3.
สิทธิในกรรมสิทธ์และทรัพย์สิน คือ ที่ดิน
4.
สิทธิการมีถิ่นที่อยู่อาศัย
คิดให้ดีน่ะค่ะ ว่าจะถือสองสัญชาติ หรือสัญชาติเดียว ถามว่าผิดกฎหมายมั้ยถ้าหญิงไทยที่สมรสกับต่างชาติจะถือสองสัญชา ติ ก็ตอบว่าไม่ผิดกฎหมาย แต่จะส่งผลในการซื้อที่ดิน แต่ถ้าหากว่าเป็นคอนโด ก็ไม่เป็นอะไร จะสำคัญตรงที่ดิน เพราะถ้าหากขึ้นโรงขึ้นศาลขึ้นมา ศาลจะพิพากษา ดูที่สัญชาติล่าสุด แต่ถ้าหากว่าไม่คิดจะซื้อที่ดินก็ยังสามารถถือสองสัญชาติได้โดย ไม่มีปัญหาอะไร
แต่ถ้าหากชายไทยแต่งงานกับต่างชาติ ต่างชาตินั้นย่อมได้สัญชาติไทยตามสามี ในทางกลับกัน หญิงไทยแต่งงานกับต่างชาติ ต่างชาตินั้นไม่ได้สัญชาติตามภรรยา

1. กรณีคนไทยมีสิทธิในที่ดินอยู่ก่อนสมรสกับคนต่างด้าว ถ้าสมรสแล้วยังถือสัญชาติไทยอยู่ ย่อมมีสิทธิถือที่ดินในฐานะเป็นสินส่วนตัวต่อไปได้ แต่ถ้าเปลี่ยนสัญชาติเป็นคนต่างด้าว ให้คงมีสิทธิที่ดินได้เท่าที่คนต่างด้าวจะพึงมี ตามมาตรา 87 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน เช่น ที่อยู่อาศัยครอบครัวละไม่เกิน 1 ไร่ นอกจากนั้นให้ทำการจำหน่าย
2. เมื่อมีความประสงค์จะขอเปลี่ยนคำนำหน้านามหรือนามสกุลในหนังสือ แสดงสิทธิในที่ดิน ให้ยื่นคำขอ ณ สำนักงานที่ดินซึ่งที่ดินตั้งอยู่ พร้อมกับแสดงหลักฐานใบสำคัญการสมรส บัตรประจำตัวประชาชน และสำเนาทะเบียนบ้าน พนักงานเจ้าหน้าที่ก็จะดำเนินการให้
3. คนต่างด้าวมีสิทธิขอรับมรดกในฐานะทายาทโดยธรรมตามมาตรา 93 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ซึ่งเมื่อรวมกับที่ดินที่มีอยู่เดิมแล้ว (หรือยังไม่เคยมี) ต้องไม่เกินจำนวนที่จะพึงมีได้ ตามมาตรา 87 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน เช่น ที่อยู่อาศัยครอบครัวละไม่เกิน 1 ไร่ นอกจากนั้นให้ทำการจำหน่าย

(ก) บุคคลสัญชาติไทยที่มีคู่สมรสเป็นคนต่างด้าว ถ้ายังถือสัญชาติไทยอยู่ สามารถซื้อที่ดินได้ โดยบุคคลสัญชาติไทยและคู่สมรสที่เป็นคนต่างด้าวต้องบันทึกยืนยั นเป็นลายลักษณ์อักษรร่วมกันต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ณ สำนักงานที่ดินในวันจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม ว่าเงินที่บุคคลสัญชาติไทยนำมาซื้อที่ดินทั้งหมดเป็นสินส่วนตัว หรือทรัพย์ส่วนตัวของบุคคลสัญชาติไทยแต่เพียงฝ่ายเดียว มิใช่สินสมรสหรือทรัพย์ที่ทำมาหาได้ร่วมกัน หากคู่สมรสที่เป็นคนต่างด้าวอยู่ต่างประเทศ ไม่สามารถไปยืนยันเป็นลายลักษณ์อักษรร่วมกันกับคนไทยได้ ให้สถานเอกอัครราชทูต สถานกงสุล หรือโนตารีปับลิก บันทึกถ้อยคำคู่สมรสที่เป็นคนต่างด้าวไว้เป็นลายลักษณ์อักษร แล้วรับรองว่าบุคคลที่ทำหนังสือนั้น เป็นคู่สมรสของบุคคลสัญชาติไทยจริง แล้วให้ผู้ที่ประสงค์จะซื้อที่ดินถือหนังสือรับรองมามอบให้เจ้า พนักงานที่ดินที่จะทำการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมโดยไม่ต้องใช ้สำเนา พนักงานเจ้าหน้าที่จึงจะดำเนินการจดทะเบียนสิทธิและนิติ้กรรมให ้ และเมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ได้จดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมแล้ว ที่ดินย่อมตกเป็นสินส่วนตัว หรือทรัพย์ส่วนตัวของคนไทยฝ่ายเดียว
(ข) กรณีคนต่างด้ายจะซื้อที่ดินได้ ต้องเป็นคนต่างด้าวที่ได้นำเงินมาลงทุนตามจำนวนที่กำหนดในกฎกระ ทรวง ซึ่งต้องไม่ต่ำกว่า 40 ล้านบาท อาจขอให้ได้มาซึ่งที่ดินเพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยได้ไม่เกิน 1 ไร่ และต้องได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีโดยในการขอได้มาซึ่งที่ดินดังกล ่าวจะต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง ตามนัยมาตรา 96 ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน
รายละเอียดปรากฏใน Website กรมที่ดิน หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สำนักมาตรฐานกา รทะเบียนที่ดิน โทร 0 2221 9189

 



Edited by bebe1603
bebe1603@hotmail.com
Back to Top
anny14 View Drop Down
WSQ FanClub
WSQ FanClub
Avatar

Joined: 21 Aug 2008
Location: Thailand
Online Status: Offline
Posts: 184
Post Options Post Options   Quote anny14 Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 28 Aug 2008 at 02:31 Share

 I love bebe เข้าอ่านมาตั้งนานได้มาเจอเวบนี้ ดีใจมากเลย คุณ บี บี ให้ข้อมูลเป็นประโยชน์มาก

มีความสุขมากๆนะคะ

Back to Top
fon_nara View Drop Down
Exclusive member
Exclusive member
Avatar

Joined: 27 Jun 2008
Location: Thailand
Online Status: Offline
Posts: 558
Post Options Post Options   Quote fon_nara Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 16 Jan 2009 at 16:01 Share

ข้อมูลคุณbebe เป็นประโยชน์มากเลยคะ เข้าใจง่าย ตามกระบวนการไม่สับสน ขอบคุณมากๆๆคะ

ฝน

http://Fhasaisky.hi5.com
Back to Top
*sampoo* View Drop Down
WSQ FanClub
WSQ FanClub
Avatar

Joined: 02 Apr 2008
Location: Thailand
Online Status: Offline
Posts: 161
Post Options Post Options   Quote *sampoo* Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 20 Jan 2009 at 23:04 Share
ข้อมูลมีประโยชน์มากจากไม่รู้อะไรเลยยังเข้าใจ เรียบเรียงได้เข้าใจง่ายดีค่ะขอบคุณมากคะขอ ยืนยันตามคุณแอนอีกคน I love bebe
Back to Top
bebe1603 View Drop Down
Exclusive member
Exclusive member
Avatar

Joined: 24 Oct 2007
Location: Australia
Online Status: Offline
Posts: 921
Post Options Post Options   Quote bebe1603 Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 06 Feb 2009 at 23:23 Share
ข้อมูลจากเวบไซด์ กรมการขนส่งทางบก
 
 
ประกาศ การดำเนินการด้านใบอนุญาตขับรถยนต์และรถจักรยานยนต์ ในส่วนของ การขอใหม่ การต่ออายุ การเปลี่ยนชนิด จะต้องมใบรับรองแพทย์ (ออกไว้ไม่เกิน 1 เดือน) เป็นเอกสารประกอบการดำเนินการทุกครั้ง 

การขอรับใบอนุญาตขับรถระหว่างประเทศ

    ให้ยื่นคำขอรับใบอนุญาตขับรถ ณ สำนักมาตรฐานงานทะเบียนและภาษีรถ หรือ สำนักงานขนส่งเขตพื้นที่ สำนักงานขนส่งจังหวัด หรือสำนักงานขนส่งจังหวัดสาขา

     หลักฐานประกอบคำขอ
    1. บัตรประจำตัวประชาชนหรือบัตรอื่นที่ใช้แทนบัตรประจำตัวประชาชน พร้อมด้วยภาพถ่าย และภาพถ่ายหนังสือเดินทาง (PASSPORT)
    กรณีผู้ขอเป็นคนต่างด้าวตามกฎหมายว่าด ้วยคนเข้าเมืองให้ยื่นใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว หรือหนังสือเดินทาง (PASSPORT) หรือเอกสารที่ใช้แทนหนังสือเดินทาง พร้อมด้วยภาพถ่าย และใบสำคัญถิ่นที่อยู่ตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง หรือใบอนุญาตทำงานตามกฎหมายว่าด้วยการทำงานของคนต่างด้าว (WORK PERMIT) ซึ่งยังไม่สิ้นอายุ พร้อมด้วยภาพถ่าย หรือหลักฐานแสดงที่พักอาศัยในราชอาณาจักรที่ทางราชการหรือหน่วย งานของรัฐบาลต่างประเทศหรือองค์การระหว่างประเทศออกให้ แต่ต้องออกก่อนวันยื่นคำขอไม่เกิน 1 ปี
     กรณีผู้ขอเป็นคนต่างด้าวตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง ต้องมิใช่เป็นผู้ได้รับอนุญาตให้เข้ามาเพื่อการท่องเที่ยว การเล่นกีฬา หรือการเดินทางผ่านราชอาณาจักร
     2. ใบอนุญาตขับรถยนต์ส่วนบุคคล ใบอนุญาตขับรถยนต์สาธารณะ ใบอนุญาตขับรถยนต์สามล้อสาธารณะ ใบอนุญาตขับรถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล ใบอนุญาตขับรถจักรยานยนต์สาธารณะ ซึ่งยังไม่สิ้นอายุ ใบอนุญาตขับรถยนต์ส่วนบุคคลตลอดชีพ ใบอนุญาตขับรถจักรยานยนต์ส่วนบุคคลตลอดชีพ ใบอนุญาตเป็นผู้ขับรถตามกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบก ซึ่งยังไม่สิ้นอายุ หรือใบแทนใบอนุญาตขับรถดังกล่าว หรือภาพถ่าย แล้วแต่กรณี
     3. รูปถ่าย ขนาด 4 X 6 เซนติเมตร จำนวน 2 รูป ซึ่งเป็นรูปถ่ายครึ่งตัวหน้าตรง ไม่เคลือบกันน้ำ ไม่สวมหมวกหรือแว่นตาสีเข้ม และไม่ใส่ผ้าคลุมใบหน้าหรือผ้าโพกศีรษะ เว้นแต่ผู้มีความจำเป็นตามศาสนา นิกายของศาสนา หรือลัทธินิยมของศาสนาของตน และถ่ายก่อนวันยื่นคำขอไม่เกิน 6 เดือน

       กรณีไม่สามารถมาดำเนินการได้ด้วยตนเอง จะต้องนำ (เป็นเอกสารเพิ่มเติม)
      1. หนังสือมอบอำนาจ พร้อมอากรแสตมป์ จำนวน 10 บาท
      2. สำเนาบัตรประชาชนของผู้รับมอบอำนาจ


bebe1603@hotmail.com
Back to Top
bebe1603 View Drop Down
Exclusive member
Exclusive member
Avatar

Joined: 24 Oct 2007
Location: Australia
Online Status: Offline
Posts: 921
Post Options Post Options   Quote bebe1603 Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 06 Feb 2009 at 23:29 Share

http://www.pantip.com/cafe/klaibann/topic/H7421314/H7421314. html
ขออนุญาตกระจายข่าว จากตม.สุวรรณภูมิจ้า

ไปเจอข้อมูลดีๆ มาจากห้องพันทิปไกลบ้านแล้วต้องขอเอามาฝากสาวๆห้องนี้ด้วยค่ะ

ก็อปมาลงที่นี่เลยแล้วกันนะคะ

สืบเนื่องจากนโยบายผู้บัญชาการ จึงทำให้ตม.ต้องเปลี่ยนแปลงวิธ ีปฏิบัติงานหลายๆอย่าง จึงขอฝากกระทู้นี้ให้ทุกท่านช่วยกันกระ จายข่าวแก่คนต่างชาติที่ท่านรู้จัก หรือต้องทำงานด้วย ฯลฯ ดังมีรายการต่อไปนี้
             
              - การทำ Re-Entry Visa หรือการสงวนสิทธิวีซ่า นั้น ทางงานบริการขออยู่ต่อที่มีหน้าที่รับผิดชอบในเรื่องนี้ จะใช้เกณฑ์พิจารณา ทำให้เฉพาะผู้โดยสารในกรณีมีเหตุเร่งด่วน หรือ ฉุกเฉิน ตามแต่เจ้าหน้าที่จะพิจารณา (หมายความว่า ถ้าคุณไม่มีเหตุผลอันควร เช่น เจ็บป่วย หรือเหตุผลหรือหลักฐานที่ฟังขึ้นว่าเจ็บป่วยหรือเร่งด่วนจริงๆ ท่านอาจถูกปฏิเสธไม่ทำ Re-Entry Visa ให้ได้ เพราะหน้าที่หลักในการพิจารณาหลักฐานและการอนุญาตในหน้ างานนี้ คือ เจ้าหน้าที่ที่ตม.สวนพลู
                จากที่กล่าวมาข้างต้น กำลังจะบอกว่า หากชาวต่างชาติท่านใด ต้องการสงวนสิทธิการตรวจลงตรา หรือทำ Re-Entry Visa นี้ ขอให้ไปทำที่ตม.สวนพลู ไว้เลยจะดีที่สุด

                - จากปกติที่คนต่างชาติ มักใช้การ in-out เข้าออกประเทศไทยเพื่ออยู่ในประเทศไทยได้นานๆ โดยไม่ต้องขอวีซ่า (เฉพาะประเทศที่ไม่ต้องใช้วีซ่าเข้าไทย เช่น อเมริกา เยอรมัน เกาหลีใต้ ฯลฯ ) ซึ่งตอนนี้ หากคนต่างชาติ in-out  ตามด่านชายแดน เพื่อไปประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ด่านสะเดา ด่านอรัญ ด่านแม่สาย ไปลาว พม่า มาเล เสมือนหนึ่งว่า ฉันได้เดินทางออกจากบ้านแกแล้ว และฉันก็กลับมาเที่ยวบ้านแกอีก ต่อนี้ไป ที่ด่านตม.ชายแดนดังกล่าว จะ ให้สิทธิการอยู่ในประเทศ เพียง 15 วันเท่านั้น นะคะ ลดสิทธิจากเดิม ให้ 30 วัน ยกเว้น ถ้า in-out โดยไปเครื่องบิน ่คือใช้ด่านสุวรรณภูมิ ก็จะได้สิทธิ 30 วันตามปกติ


                - ฝากกระจายข่าวด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ

                - สายด่วน ตม. 1178 เวลาราชการนะคะ

                - แล้วจะเอาข้อมูลใหม่ๆมาอัพเดทให้นะค่ะ

               ข่าวฝาก อยากให้รู้

                - อันนี้สำหรับคนไทยค่ะ เมื่อผ่านตม.ไปแล้ว ในอาคารโดยสาร ไม่มีเอทีเอ็ม ATM นะค่ะ ใครจะซื้อของข้างในอยากใช้เงินสด ขอให้กดตังค์จากตู้ข้างนอกให ้เรียบร้อยก่อนนะค่ะ  
                 
                - อันนี้ของชาวต่างชาติ เรื่อง การแสตมป์ VAT REFUND ต้องนำสินค้าและใบคืนภาษี VAT REFUND (กระดาษA4 สีเหลืองๆ) ให้เจ้าหน้าที่ศุลกากรที่อยู่ในออฟฟิตใกล้ Row L & M ใกล้ๆกับ ร้านนายอินทร์เล็กๆ ถ้าหันหน้ากำลังจะเข้า โซนตม. ตะวันออก ออฟฟิตเค้าจะอยู่ซ้ายมือ เลยบูธธ.สีม่วงไป นิดนึง ก็จะเห็น ถ้าเงยหน้าขึ้นก็จะเป็นลิฟท์กับบันไดขึ้นจุดชมวิวชั้ น 7
                    ให้เจ้าหน้าที่ศุลแสตมป์เอกสารนั้นก่อนนะคะ ถ้าจะเอาตังค์คืน แล้วถึงผ่านตม. แล้วก็ไปเอาตังค์ได้ที่ ออฟฟิต สรรพากร ข้างในอาคารโดยสาร เพราะมีผู้โดยสารต่างชาติหลายๆคนไม่ได้แสตม ป์แล้วจะออกไป ตม.เราไม่อนุญาตนะคะ  เรามีหน้าที่ตรวจหนังสือเดินทาง ไม่ได้มีหน้าที่บริการเ รื่อง VAT REFUND อีกทั้งศุลกากรที่อยู่ข้างหลังตม.ขาออก เค้าจะไม่แสตมป์ให้ และมักจะชี้ให้ผู้โดยสารมาขอให้ตม.อนุญาตใ ห้ออกไป (ทั้งๆที่รู้ว่าเราไม่ให้ออก) ที่เราต้องฝากบอกเพราะว่า กลายเป็นเรื่องนี้ ตม. ต้องโดนผู้โดยสารมาด่า ต่อว่า ว่าเราขึ้โกง ประเทศไทยขี้โกง เหอ เหอ เหอ ทำไมตม.ไม่ยอมบอกเค้าก่อน (กลายเป็นความผิดเราอีก)  ทำไมไม่ให้ออกไป เอ่อ..คือ โดนแบบนี้ทุกวัน ทั้งวัน ..ประสาทจะกินค่ะ อยู่เฉยๆก็มีคนมาด่า มีใครชอบบ้างล่ะ แค่หน้างานตัวเองก็จะไม่รอดอยู่แล้ว ... ยังไงฝากตรวจสอบญาติๆหรือเพื่อนๆของท่านที่ต้องการจะ VAT REFUND ด้วยละกันนะค่ะ จะได้ไม่มีปัญหาอีกต่อไป ถือว่าช่วยเอาบุญละกัน โดนผู้โดยสารด่าบ่อย กับเรื่องแบบนี้ สู้โดนด่าด้วยเรื่องตัวเองยังจะมีความสุขกว่า เลยค่ะ


ขอเม้าท์ อีกเรื่อง ... ตอนนี้ตม.สุวรรณภูมิจะเปลี่ยนเวลาทำงานแล้ว แต่ละผลัดทำงาน วันเข้าเวรเช้า เข้าเวร 9.00 ออก 20.00 ในตอนวันแรก วันพรุ่งนี้ เข้าเวรเย็น เริ่มงาน  20.00 ออก 9.00 (ไม่ต้องตกใจ ยังเปิดยี่สิบสี่ชั่วโมงเหมือนเดิม แต่เจ้าหน้าที่ทำงานหนักขึ้น) วันเข้าเวรเช้า ถ้าซักหลังห้าโมงไปแล้ว เจอตม.หน้าโทรมเหมือนผีตายซาก ก็อย่าตกใจนะคะ ฮะๆๆๆๆ หมดแรง หมดสภาพ ...ฮะๆๆๆๆ ให้กำลังใจกันด้วยนะคะ..

ปล. เรื่องนโยบายต่างๆ ที่ทำให้ตม.ทำงานเดี๋ยวแบบเก่า เดี๋ยวทำแบบใหม่ เมื่อก่อนทำได้ เดี๋ยวนี้ทำไม่ได้ ...ขึ้นอยู่กับนโยบายนายค่ะ ลูกน้องอย่างเราก็ต้องก้มหน้าทำไป ... นโยบายเปลี่ยนได้ เมื่อเปลี่ยนนายค่ะ .. (ตม.เปลี่ยนบ่อยด้วย ฮะๆๆๆๆ ) ทำไงได้...ทนๆหน่อยละกัน นะจ๊ะ พี่น้อง


จากคุณ : IAM-IAM
bebe1603@hotmail.com
Back to Top
bebe1603 View Drop Down
Exclusive member
Exclusive member
Avatar

Joined: 24 Oct 2007
Location: Australia
Online Status: Offline
Posts: 921
Post Options Post Options   Quote bebe1603 Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 06 Feb 2009 at 23:41 Share

ข้อมูลดีๆเกี่ยวกับการถือพาสปอร์ตสองเล่มจากคุณหญิง นอร์เวย์จ้า

yingnpk wrote:

ไปเจอข้อมูลที่มีประโยชน์ เกี่ยวกับ พาสปอร์ต 2 เล่ม  เผื่อจะเป็นประโยชน์นะจ๊ะ

http://www.pantip.com/cafe/klaibann/topic/H6761740/H6761740. html

ขออนุญาตให้ความรู้ผู้มีหนังสือเดินทาง 2 เล่ม 2 สัญชาติ

ในกรณีนี้จะพูดถึง ผู้ที่เดิมเป็นคนไทย มีหนังสือเดินทางไทย แต่ต่อมา ได้มีหนังสือเดินทางของชาติอื่นเพิ่มมาอีกหนึ่งเล่ม หรือคนไทยที่เกิดที่ต่างประเทศมีหนังสือเดินทางต่างชาติมาก่อนแ ล้วมาทำหนังสือเดินทางอีกเล่มเป็นหนังสือเดินทางไทย หรือ คนไทยที่ไปอยู่เมืองนอกนานนนนนนนนจนพาสไทยหมดอายุ แต่มีพาสใหม่เป็นต่างชาิติ ต้องใช้พาสทั้งสองเล่มอย่างไร วันนี้เรามีคำตอบมาให้คุณ

(ขออนุญาตใช้คำย่อ หนังสือเดินทาง= พาส(พาสปอร์ต))

ในกรณีแรก คนไทย ใช้พาสเดิมคือไทย ออกจากประเทศไทย ไปอยู่เมืองนอกนานจนได้หนังสือเดินทางมาอีกเล่มเป็นของประเทศอื ่นที่ไม่ใช่ไทย พอกลับเข้ามาประเทศไทย ขอใ้ห้ยื่นพาสไทยเล่มเดิม เพราะในการบันทึกข้อมูลนั้น ในระบบของตม. ข้อมูลการเดินทางของคุณยังเป็นหนังสือเดินทางเล่มนั้น คือมีการเดินทางออก การเิดินทางกลับเข้ามา ก็ต้องใช้เล่มเดิม เพีือให้ข้อมูลการเดินทางมีทั้งไปและกลับ ถือว่าจบการเดินทางใน 1 ครั้ง (คนไทยเริ่มต้นการเดินทางจากการออกนอกประเทศ จบการเดินทางจากการเข้าประเทศ) และในพาสเล่มไทยนั้น ตม.จะประทับตราขาออกไว้ การใช้เล่มเดิมกลับเข้ามาก็จะประทับตราขาเข้า คู่กัน
             ในกรณีหนังสือเดินทางไทยยังมีอายุอยู่....ใช้ตามที่บอกข้ างต้น
             ในกรณีหนังสือเดินทางไทยหมดอายุแล้ว ถ้าทำใหม่ตั้งแต่อยู่เมืองนอกได้ ให้ทำเลย แต่ถ้าทำไม่ได้ ไว้ค่อยกลับมาทำที่เมืองไทยแต่ให้ถือเล่มไทยเล่มนั่นแหละเข้ามา แต่ เจ้าหน้าที่จะแนะนำให้คุณไปทำเล่มใหม่ ในประเทศไทยให้เรีัยบร้อย ก่อนการเดินทางออกอีกครั้ง เพราะ นี่คือสิทธิของคนไทยที่จะอยู่ในประเทศไทย ให็ใช้ความเป็นคนไทยที่ถือหนังสือเดินทางไทยเข้าออกประเทศทุกคร ั้ง เพราะคุณจะอยู่ในเมืองไทยได้ไม่จำกัดเวลา หากคุณทำตามนี้คือ ออกไทย เข้าไทยแต่พาสหมดอายุ แต่..แต่...ไม่อยากทำพาสไทย เพราะเปลืองตังค์ ไม่มีเวลา ฯลฯ เลยอยากจะใช้พาสต่างชาติที่มีใหม่อยู่ในมือ ใช้ออกประเทศไทยเลยได้ไหม ในวันที่คุณจะกลับออกไปต่างประเทศอีกครั้ง ขอบอกว่า ไ่ม่ได้ เพราะ คุุณเข้ามาในประเทศในฐานะคนไทย ก็ต้องออกไปแบบคนไทย ตราประทับในพาสไทย ได้จบการเดินทางแล้วคือ มีคู่ ออกและเข้า แต่ในพาสต่างชาติของคุณ ไม่มีข้อมูลเดินทางเข้ามา จะให้มีข้อมูลเดินทางออกไปได้อย่างไร เพราะฉะนั้น อย่าทำเรื่องง่ายให้เป็นเรื่องยาก ไปทำพาสไทยเ่ล่มใหม่เถอะคะ เพื่อจะได้ไม่มีปัญหาในการเิดินทางในครั้งต่อๆไป

คำถามต่อมาคือ แล้วจะมีพาสต่างชาติไปเพื่ออะไร หรือเอามาใช้กับประเทศไทยได้อย่างไร
ตอบ พาสต่างชาติ ขอให้ใช้เมื่อคุณออกมาจากบ้านเขา คุณออกบ้านเขาก็ให้ใช้พาสบ้านเขา พอเข้าบ้านเราก็ใช้พาสบ้านเรา ในการออกประเทศไทยอีกครั้ง พาสต่างชาติของคุณ จะแสดงว่าคุณมีพาสเล่มนี้โดยไม่ต้องใช้วีซ่าในพาสไทยอีกต่อไป ใช้แค่แสดงต่อตม. หรือ เคาท์เตอร์เช็คอิน ว่าคุณเข้าประเทศนั้นๆได้ โดยไม่ต้องขอวีซาเพราะคุณมีพาสของเขาแล้ว เป็นพลเมืองบ้านเขาแล้ว

ส่วน กรณีที่สอง เป็นคนไทยแต่พาสเล่มแรกเป็นพาสต่างชาติ แล้วครั้งแรกที่เ้ข้าเมืองไทยก็ใช้พาสต่างชาติ แต่ในระยะเวลาที่อยู่เมืองไทยคิดไปคิดมาอยากมีพาสไทย เพื่อใช้สิทธิความเป็นคนไทยอยู่ในราชอาณาจักร ก็ไปทำพาสไทยที่กรมการกงสุลที่แจ้งวัฒนะ พอจะออกก็จะใช้พาสไทยออก งานนี้ถือว่ามีปัญหาเกิดขึ้นแล้ว ประเด็นคือ ถ้าคุณอยู่ในไทย ตามเวลาที่ได้จากขาเข้า
       ถ้า ไม่อยู่เกินกำหนด เจ้าหน้าที่อาจจะ เน้น ว่าอาจจะ ตีให้(ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของสารวัตรด้วย)การเดินทางออกครั้งน ี้คุณอาจจะคิดว่าแก้ปัญหาได้แล้ว  แต่ ย้ำว่า แต่ ในการเดินทางกลับมาครั้งหน้า ถ้าคุณจะใช้เล่มต่างชาติเข้าไทย คุณก็จะมีปัญหากับขาเข้า เพราะคุณมีตราประทับขาเข้าค้างไว้ เนื่องจากตราขาออกในการเดินทางครั้งนั้น ไปอยู่ในพาสไทยที่คุณทำในเมืองไทยครั้งก่อน การ์ดขาออกก็จะยังติดอยู่ในเล่ม (แม้คุณจะดึงออกเพื่อให้ไม่มีหลักฐาน แต่ตราประทับก็จะค้างไว้เป้นหลักฐาน) เจ้าหน้าที่จะไม่ประทับตราในพาสต่างชาติเล่มนั้นให้คุณ อาจจะประทับตราขาเข้าในพาสไทยที่คุณมีอยู่นั่นแหละ แต่พาสต่างชาติที่คุณมีอยู่จะไม่สามารถใช้เข้าไทยได้อีกเลย ตัวคุณหนะ เข้าได้ แต่ก็ต้องใช้พาสไทยที่คุณทำไว้ตอนมาอยู่ในไทยแล้ว (เราเรียกว่าการเลี่ยงบาลี คุณอาจคิดว่าุคุณทำได้ แต่คุณกำลังสร้างปัญหาและเงื่อนไขให้กับตัวเอง ถ้าโดนตม.กักตัวไว้นานเพื่อสอบถามและตรวจสอบข้อมูลก็จงอย่าอารม ณ์เสีย และโวยวาย เพราะคุณทำตัวคุณเอง เพราะมันผิดมาตั้งแต่เริ่มแล้ว) แล้วถ้าคุณยังไม่ได้เริ่มมีพาสไทย แต่อยากมีไว้เ้ข้าไทย จะทำยังไง อ่านคำถามต่อไปซิ
     

คำถามต่อมา คือ แล้วถ้าอยากใช้สิทธิความเป็นคนไทยให้ถูกต้อง แต่มีพาสต่างชาิติ จะทำอย่างไร

        ในกรณีนี้ คุณ เข้ามาครั้งแรก ในฐานะ คนต่างชาติ คุณจะได้รับสิทธิการอาศัยอยู่ในประเทศไทยแบบคนต่างชาิติดูได้ใน ตราประทับขาเ้ข้่าว่าเจ้าหน้าที่ไทย ได้ประทับตราให้คุณกี่วัน(ประเทศไม่need visa=30วัน , ถ้า need ก็ 60 วัน) ซึ่งหากคุณต้องการใช้ความเป็นคนไทยในการกลับเข้าประเทศ ขอให้คุณไปทำหนังสือเดินทางไทย ที่สถานทูตไทยในประเทศที่คุณอยู่ เพราะในหน้ารายละเอียดพาส เค้าจะระบุที่เกิดของคุณ ว่าเป็น ต่างประเทศ คุณสามารถใช้เล่มไทยที่ำทำจากต่างประเทศกลับเข้ามาในฐานะคนไทยไ ด้เลย โดยเจ้าหน้าที่จะตีตราขาเข้าให้ แต่จะระบุไว้ล่างตราว่า "เด็กเกิดในต่างประเทศ" เพื่อเป็นการเริ่มต้นในการใช้หนังสือเดินทางเล่มนี้ในครั้งต่อๆ ไป เพื่อเจ้าหน้าที่คนที่ต้องประทับตราคนต่อไปในการตรวจออกประเทศจ ะได้ไม่สงสัยว่า แล้วตราขาออกครั้งก่อนอยู่้ไหน ทำไมถึงมีตราขาเข้าอยู่ตราเดียว ก็จะทำให้เขาเข้าใจว่า คุณคือคนไทยที่ได้พาสไทยมาจากต่างประเทศ ส่วนเล่มต่างชาติ ก็ให้แสดงว่ามีพาสต่างชาิตนะ แต่เจ้าหน้าที่จะตีตราขาเข้าให้ในพาสไทย เพราะทราบได้ทันทีว่าคุณเจตนาจะกลับเข้ามาเป็นคนไทย ใช้สิทธิคนไทยเข้าประเทศ
        แต่หากคุณอยากใช้พาสต่างชาติ เข้าไทย แม้ว่าจะมีพาสไทยที่ทำจากต่างประเทศ หากอยู่ไม่กี่วัน(ตามสิทธของพาสชาตินั้นๆ ส่วนใหญ่จะ30 วันไม่มีวีซ่า พวกพาสฝรั่ง) ก็ไม่ต้องโชว์ว่ามีพาสไทย เก็บในกระเป๋าไปเลย และห้ามเอาออกมาแสดงตอนขาออก เพราะคุณเข้ามาแบบต่างชาติ ก็ออกไปแบบต่างชาติ (การเดินทางของต่างชาติเริ่มจากการเข้าประเทศ จบโดยการออกประเทศ)แล้วครั้งหน้าถ้าอยากเป็นคนไทย ก็ค่อยแสดงพาสไทยตอนเข้าไทย (ย้ำนะ ว่าต้องเป็นพาสไทยที่จากสถานทูตไทยในต่างประเทศ กรณีคนไทยเกิดต่างประเทศ หรือ คนไทยทำพาสเล่มใหม่ขณะที่ตัวเองยังอยู่ต่างประเทศเนื่องจากพาสห าย หรือพาสหมดอายุ เจ้าหน้าที่ก็จะประทับตราขาเข้า แล้วระบุว่า ตราขาออกอยู่ในเล่มเก่า ..เดี๊ยวจะอธิบายต่อข้างล่าง)

        ปัญหาที่มักจะพบเจอ แล้วต้องมาถกเถียงกันเป็นประจำของกรณีนี้คือ รู้สิทธิ แต่ไม่รู้หน้าที่ มีพาสต่างชาิติ แต่ใช้ไม่ถูก หรือไม่เป็น แล้วไม่ถาม คือ คุณเป็นคนไทย มีพาสไทย ออกไทยด้วยพาสไทย แต่ไปอยู่เมืองนอก ได้พาสเมืองนอกมา กลับเข้ามา แสดงพาสของเมืองนอก (พาสต่างชาติ) ยืนยันว่าจะใช้พาสต่างชาิติเล่มนี้ที่ได้ใหม่ ว่าจะใช้ จะเป้นคนชาตินั้้นๆ ไม่เป็นแล้วคนไทย ...อืม...ก็ได้ เจ้าหน้าที่จะมีทางเลือกในการพิจารณาอยู่สองทาง คือ หนึ่ง ขอให้คุณแสดงพาสไทย เพื่อให้จบการเดินทาง ประทับตราขาเข้าให้คู่กับขาออก แล้วคุณก็จะได้สิทธิอยู่ไทยแบบไม่จำกัด แม้คุณจะอยู่ไม่กี่วันก้แล้วแต่
สอง หากคุณยืนยันจริ๊งจริง ว่า คุณไม่ใช้คนไทยอีกต่อไป ฉันจะเป็นคนต่างชาติ ...อืม ...เจ้าหน้าที่จะประทับตราให้คุณ ตามสิทธิพาสต่างชาติที่คุณถือ โดยส่วนใหญ่ที่คุณได้กันมาจะเป็นพาสฝรั่งก็อยู่ในไทยได้ สามสิบวัน โดยไม่ต้องมีวีซ่า ในกรณีนี้ ถือว่า คุณเข้ามาในไทยโดยใช้สิทธิต่างชาติ อยู่ได้ตามที่ตม.กำหนดให้เท่านั้น หากอยู่เกินก็ต้องโดนปรับวันละ 500 บาท แต่ไม่เกิน 20000 บาท โดยที่คุณไม่มีสิทธิมาอ้างว่าคุณเป็นคนไทย เกิดในไทย พูดไทยได้ หน้าไทย พ่อแม่เป็นไทย ขอให้เงียบไปเลยถ้าจะมาเถียงในประเด็นนี้ เพราะคุณใช้สิทธิต่างชาติเข้ามาในไทย ย้ำ ก็ต้องออกไปแบบคนต่างชาติ จะควักพาสไทยมาบังคับให้ตม.ตีออกให้ เราไม่ทำจ๊ะ อีกอย่าง ในกรณีที่ถ้าไม่มีเงินเสียค่าปรับ หรือว่าไม่จ่าย ยังไง๊ยังไงก็ไม่จ่าย เราก็จะยกเลิกการเดินทางออกครั้งนี้ของคุณ พร้อมกับทำการจับกุมคุณส่งฟ้องศาล ให้ศาลเป็นผู้ปรับ แล้วคุณก็ต้องไปยังตม.สวนพลู เพื่อให้สวนฟลูตีตราประทับผลักดันคุณออกนอกประเทศ แล้วค่อยกลับมาเช็คอิน และเข้าตม.เพื่อเดินทางออกอีกครั้ง (เรื่องมันยาว อย่าทำให้เป็นปัญหาจะดีที่สุด แต่ถ้าใครคิดว่าทำแล้วดี ก็ทำ ไม่ว่ากัน)

         ส่วนกรณีที่คนไทย ออกไทย ด้วยพาสไทย แต่พาสหมดอายุขณะที่อยู่ต่างประเทศ ถ้าคุณอยู่ต่างประเทศนานนนนนนนแต่สามารถทำพาสใหม่ได้ ก็ทำเลย จะถือพาสเล่มเก่าเดินทางเข้ามาด้วยก็ได้ ถ้าสถานทูตไม่เก็บพาสเก่าไว้ก็ถือมาเลย แล้วเจ้าหน้าที่จะพิจารณาเองว่าจะตีเล่มใหม่หรือเล่มเก่า โดยแนวทาง ถ้ามีพาสเล่มใหม่มา จะประทับตราขาเข้าในเล่มใหม่โดยระบุว่า ตราขาออกอยู่ในเล่มเก่า โดยเจ้าหน้าทีสามารถตรวจสอบได้จากตราประทับขาออกในพาสเก่า หรืออ้างอิงได้จากฐานข้อมูลเดิม เรื่องนี้ไม่เป็นปัญหาใหญ่นัก หากคุณทำตามขั้นตอนนี้ คือ เข้าพาสไทย ออกพาสไทย (ประมาณว่า ทำยังไงก็ได้ขอให้มีพาสไทยกลับเข้่าประเทศอีกครั้ั้ง) หากมีปัญหา ก็สามารถถามเจ้าหน้าที่ที่เคาท์เตอร์ได้เลย หรือถ้าเค้าตอบไม่เ้ข้าใจ ก็ถามsupervisorต่อก็ได้)


เพราะฉะนั้น ขอให้คนไทยทุกคนที่มีพาสต่างชาิติ ทำอะไรให้ง่ายๆตามขั้นตอน ใช้สิทธิให้ถูกต้อง ให้ถูกที่ ถูกเวลา คุณก็จะเดินทางได้อย่างไม่มีปัญหา happy , win-win ทั้งตม.และคุณ นะจ๊ะ

ปล. ในการแก้ปัญหาแต่ละครั้งให้กับเคสแบบนี้หรือเคสอื่นๆ ทางตม.มีเจตนาและหวังดีกับคนไทยทุกคนเพื่อให้ทำตามกฎในการมีและ ใช้ หนังสือเดินทางได้อย่างถูกต้อง ไม่ใช่แค่ผลดีนั้นจะเกิดขึ้นแต่กับตัวตม.อย่างเีดียว คุณคือผู้ได้รับประโยชน์โดยตรงเพราะมันเป็นพาสของคุณ สิทธิของคุณ อยากให้เข้าใจว่า ในการที่คุณเดินทางแต่ละครั้ง หนึ่งตราประทับของเรา คือ ความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่คนนั้นๆในตัวคุณ การที่เค้าต้องถามละเอียดหรือตรวจสอบข้อมูลหลายๆอย่าง ก่อนจะประทับตราลงไป เค้าต้องคิดดีแล้ว หรือเห็นสมควรแล้วเนื่องจากแต่ละคนจะมีรหัสในตราประทับให้รับผิ ดชอบ หากเกิดเรื่องอะไรขึ้นมากับพวกคุณ ก็จะเป็นพวกเรานี่แหละ ที่ต้องเขียนรายงานชี้แจงข้อเท็จจริงต่างๆ ซึ่งบางเรื่องไม่ใช่ความผิดของเราเลย แต่เกิดจากความไม่รู้ หรือ รู้ไม่จริงของผู้โดยสารบางคน กลับกลายเป็นความผิดของตม.แทน เพราะฉะนั้น ต้องขอความร่วมมือจากทุกท่าน ให้ทำหน้าที่ของตนให้อย่างถูกต้อง เพื่อความสะดวกในการเดินทางแต่ละครั้งของท่าน ... ขอบคุณค่ะ

หญิง

bebe1603@hotmail.com
Back to Top
bebe1603 View Drop Down
Exclusive member
Exclusive member
Avatar

Joined: 24 Oct 2007
Location: Australia
Online Status: Offline
Posts: 921
Post Options Post Options   Quote bebe1603 Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 06 Feb 2009 at 23:51 Share
วันที่ 21 มี.ค 2551   โดย Mita s diary
 
 

แม่-ลูก บนเครื่องบิน


การเดินทางของมิราเบลยังไม่จบทริปค่ะ ยังมีเรื่องที่ต้องเล่าต่ออีกจนกว่าจะลงจากเครื่องค่ะ ฉบับนี้เป็นเรื่องราวของแม่ลูกบนเครื่องบิน สิ่งที่ต้องติดตัวคงต้องเป็นกระเป๋าสำหรับใส่สัมภาระจำเป็นที่ต ้องหยิบใช้ได้ทันที ขอแนะนำว่าเตรียมเท่าที่จำเป็นเท่านั้นนะคะ
กระเป๋าขึ้นเครื่องก็เป็นเรื่องสำคัญ (ไม่ใช่แอร์โฮสเตส แต่มิราเบลก็ต้องมีกระเป๋าลากค่ะ)
กระเป๋าขึ้นเครื่องเป็นกระเป๋าลาก ส่วนของใช้ในกระเป๋านั้นขึ้นอยู่กับความยาวนานของ Flight ที่บินค่ะ

นม ยิ่งถ้าเป็นนมแม่นั้นง่ายมาก ไม่ต้องเตรียมอุปกรณ์ใดๆ ทังสิ้น และเอื้อต่อการเดินทางเป็นอย่างยิ่ง ลูกหิวเมื่อไร ป้อนได้ทันที และยิ่งตอนนี้ทุกสนามบินนั้น มักไม่อนุญาตให้นำของเหลวขึ้นเครื่องการเตรียมนมจึงต้องใช้วิธี นี้ค่ะ

นมแม่ เตรียมแต่ผ้าบังอกอย่างเดียว ง่ายไหมคะ? ส่วน นมผสม เตรียมนมผงขึ้นเครื่องได้ แต่น้ำร้อนให้ไปขอบนเครื่องค่ะ

อาหารเสริม ในกรณีที่ลูกเล็กทานอาหารบนเครื่องไม่ได้ มิต้าขอแนะนำกล้วยค่ะ เพราะกล้วยมีคุณค่าทางอาหารสูง บดด้วยช้อนแล้วป้อนได้เลย แต่ในกรณีอาหารเสริมเป็นขวด สามารถนำขึ้นเครื่องได้ แต่ต้องมีขนาดบรรจุขวดไม่มากกว่า 50 ml. ค่ะ (บางสายการบินให้ 100 ml.) จะนำไปกี่ขวดก็ได้ แต่ผลิตภัณฑ์นั้นต้องมีตราผิดผนึก รับรองสินค้าเรียบร้อย (บางสายการบินมีอาหารทารกให้บนเครื่องค่ะ แต่ในเด็กเล็ก รายละเอียดอาหารขวดแตกต่างกันมากควรนำไปเอง)

ยา เตรียมพวกยาลดไข้ไปด้วยค่ะ เพราะถ้าบิน Flight ที่นานกว่า 7 ชั่วโมงในเครื่องบินนั้นหนาวมาก เด็กอาจเป็นไข้ และในกรณ๊ของยาน้ำนั้น ให้ขอยาจากคุณหมอที่บรรจุอยู่ในขนาดไม่เกิน 50 ml. จะปลอดภัยกว่า เพราะตอนที่มิราเบลบินออกจากญี่ปุ่น มีน้ำมูกไหล แถมมีไข้นิดๆ ทางแผนกเอกซเรย์กระเป๋าเค้าไม่ให้นำยาขึ้น เพราะเขาอธิบายว่า “ขนาดขวดนี้บรรจุ 90 ml. เกินอัตรากำหนด” มิต้าก็ต่อรองว่า “ตัวยาในขวดมีไม่ถึงครึ่ง ต่ำกว่า 50 ml.” เขาก็ยังไม่ให้ค่ะ เขาอธิบายว่า “ไม่ได้ดูตามปริมาณของเหลวในขวด แต่ระเบียบนั้นต้องดูตามขนาดขวด!!!” สุดท้ายก็ต้องป้อนยามิราเบลตรงนั้น แล้วทิ้งยาไปเลยห้ามเอายาไปด้วย (ยาลดน้ำมูก Clomine
ยาลดไข้ Dhamol susp 250/5 ml.

สัมภาระลูก เช่น ผ้าอ้อม, กระดาษเปียก, ชุดกันหนาวลูก ของเล่นแก้เหงา (ถ้าบินนาน) จริงๆ แล้ว ทางสายการบินมักจะแจกของเล่นให้แต่ถ้าบินไฟล์ทไกลๆ เตรียมของเล่นไปเผื่อจะดีกว่าค่ะ

สัมภาระแม่ ผ้าบังหน้าอก (กรณีให้นมแม่), ถุงเท้าหรือเสื้อกันหนาวโดยเฉพาะคุณแม่ที่ให้นมลูกเอง ถ้าเกิดหนาวขึ้นมา ระบบไหลเวียนโลหิตไม่ดี อาจส่งผลต่อการผลิตน้ำนมได้ ดังนั้นควรรักษาร่างกายให้อบอุ่นเอาไว้ค่ะ

ส่วนผ้าห่มทางสายการบินมักจะมีให้ แต่บางครั้งก็ไม่พอถ้า Full Flight แล้วผ้าห่มนั้นจะไม่ใช่สดใหม่ซิงๆ ถ้าเป็น Connect Flight บางทีผู้โดยสารคนอื่นก็ใช้คลุมตัวบ้าง คลุมเท้าบ้าง (อี๋!) ไม่ควรนำมาห่มให้ลูกเราค่ะ เพราะอาจจะทำให้ลูกเราติดหวัด ติด ฯลฯ ได้
เป็นอย่างไรบ้างคะ นี่แค่การเตรียมตัว และอัตถบริขารขึ้นเครื่อง จริงๆ นั้นไม่ยุ่งยากอย่างที่คิด โดยเฉพาะคุณแม่ที่ให้นมลูกด้วยนมแม่ จะมีความคล่องตัวในการเดินทางสูงเพราะฉะนั้นคุณแม่ที่กำลังตั้ง ครรภ์ควรตั้งเป้าหมายที่จะเลี้ยงลูกด้วยนมแม่นะคะ

ตอนนี้มาเข้าเรื่องราวบนเครื่องบินต่อ อย่างที่คุยในตอนแรกน่ะค่ะมิต้าคิดว่าคงมีหลายๆ ท่านมีประสบการณ์ในขึ้นเครื่องไฟลท์ที่มีลูกเด็กเล็กแดง คงจะเคยเห็นใช่ไหมคะที่เวลาเด็กร้องไห้ว้ากๆ บนเครื่องบินเด้กๆ เค้าร้องเพราะเขาเจ็บหูค่ะ บางคนยังเล็ก เจ็บก็เจ็บ แต่บอกไม่ได้ แต่เค้าจะเอามือตะกุยหูให้เราทราบค่ะ มิต้าก็เป็นแม่คนหนึ่งที่กลัวเรื่องนี้มากจึงไปปรึกษา Dr.Bellinda ที่มิราเบลหาอยู่เป็นประจำ คุณหมอก็แนะนำว่า ง่ายมาก! เวลาเครื่องขึ้นและเครื่องลง ให้เด็กดูดนม หรือดูอะไรก็ได้ เช่น จุกนม จะทำให้ Pacifer วาวล์ในหูขยับ ก็จะปรับแรงดันอากาศให้ฟังดูง่ายค่ะ แต่มีคำถามอีกว่า
  • ถ้าอิ่มไม่ยอมดูดนม หรือดูดอะไรทั้งสิ้น จะทำยังไง?
  • ขั้นตอนเครื่องขึ้นนั้นยาวนาน แล้วจะเริ่มให้นมตอนไหน?
  • จะรู้ได้อย่างไรว่าเครื่องลงแล้ว หูจะเริ่มปวดไหม ควรป้อนนมอีกเมื่อไหร่
เด็กๆ ส่วนใหญ่มักไม่อยากนั่งอยู่กับที่นานๆ ถ้ายิ่งหิวๆ และเหนื่อยๆ มาอาจงอแงได้ ดังนั้นเราต้องกะเวลาให้ลูกหิวพอดี ตอนเวลาเครื่องจะขึ้นค่ะ เมื่อเราได้ที่นั่งแล้ว เด็กเล็กที่ต่ำกว่า 2 ขวบ ต้องนั่งตักแม่ในขณะเครื่องขึ้น-ลง เจ้าหน้าที่เขาจะช่วยเราใส่สายรัดเข็มขัดของเราติดกับเข็มขัดลู กเลยค่ะ

ถ้าเรารู้ว่าลูกเรา เป็นประเภทอยู่เฉยเกิน 20 นาทีไม่ได้ (มิราเบลก็เป็นค่ะ) ให้รีบพาลูกเดินร่อน ให้เค้าพอใจ ก่อนที่ประตูเครื่องจะปิด แล้วแอร์โฮสเตสจะแนะนำให้นั่ง (เพราะถ้าไม่นั่งตอนนี้ เค้าจะห้ามเดินแล้วค่ะ) บางแอร์พอร์ทขนาดที่เครื่องบินวิ่งวน Taxi อยู่ 20 นาที แถมต่อคิวเครื่องลำอื่นเพื่อ take off อีก ก็ปาเข้าไปครึ่งชั่วโมงค่ะ ในขณะที่เครื่องกำลัง Taxi อยู่บน Runway เรายังไม่ต้องให้นมค่ะ เพราะถ้าลูกเราเริ่มดูดนมตั้งแต่ตอนนั้นอาจจะอิ่มพุงกาง แล้วหยุดดูดนมเอากลางคันในขณะเครื่องขึ้น ดังนั้นเราต้องฟังค่ะ เมื่อนักบินประกาศว่า เครื่องขึ้น เราเห็นแอร์โฮสเตสหยุดเดิน แล้วนั่งประจำที่ เราก็เริ่มให้ลูกดูดนมเลยค่ะ ดูดนมไปเรื่อยๆ จนกว่าสัญญาณรัดเข็มขัดดับ ตานี้ก็สบายแล้วค่ะ ทั้งหมดนี่คือความคล่องตัวของคุณแม่ที่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ แต่กรณีนมขวดคือ เราก็ต้องผสมนมและขอน้ำร้อนจากแอร์โฮสเตสตั้งแต่เขายังไม่ปิดปร ะตูเครื่องค่ะ


การปฏิบัติระหว่าง Flight
  • ควรดื่มน้ำเยอะๆ ทั้งคุณแม่และคุณลูก โดยเฉพาะคุณแม่ที่ให้นมลูกเอง อากาศในเครื่องมักจะหนาวชนิดที่ว่าเพนกวินยิ้ม ทำให้ริมฝีปากแห้ง ปากลอก และ ความสมดุลน้ำในร่างกายไม่คงที่ ทำให้ขบวนการผลิตนมไม่ไม่ต่อเนื่อง อาจมีนมไม่เพียงพอได้ค่ะ ถ้าลูกเราอายุต่ำกว่า 6 เดือนก็เดินหน้าป้อนนมแม่ต่อไป ไม่ต้องให้น้ำ เพราะร่างกายมนุษย์เป็นสิ่งมหัศจรรย์ จะปรับสมดุลในน้ำนมให้ลูกเราอย่างดีที่สุดค่ะ

  • รักษาร่างกายให้อบอุ่น ทั้งแม่และลูก เช่นกัน

  • ระการไอ จาม จากผู้โดยสารท่านอื่น ข้อนี้ต้องระวังให้ดี เพราะมิราเบลเป็นหวัดเกือบทุกครั้งหลังเดินทางด้วยเครื่องบิน ด้วยความที่ลูกเราหน้าตารับแขกผู้โดยสารบางท่านเดินผ่านมาเข้าห ้องน้ำบ้าง เพิ่งออกจากห้องน้ำบ้าง ก็ขยับมาเชคแฮนด์กับมิราเบล บ้างก็ขออุ้ม ลงเครื่องมาติดหวัดทุกทีเลยค่ะ

  • อย่าให้ลูกกิน (นม) จนอิ่ม ก่อน 30 นาทีเครื่องลง ลูกจะไม่อยากดูดนมตอนเครื่องลงค่ะ
ส่วนการปฏิบัติตัวขณะเครื่องลงก็เช่นเดียวกันกับเครื่องขึ้น กัปตันจะประกาศก่อน 30 นาที ที่จะนำเครื่องลงค่ะ ถ้าเราจะหลับก็บอกให้แอร์โฮสเตสช่วยปลุกเตือนก่อนเครื่องลงก็ได ้ค่ะ

ตอนนี้มิราเบล 8 เดือนแล้ว ยังกินนมแม่อยู่เลยค่ะ เพิ่มความคล่องตัวในการเดินทางได้อย่างดีเยี่ยม ขั้นตอนการเตรียมตัวเดินทางโดยเครื่องบิน ครั้งแรกมิต้าคิดว่าเป็นเรื่องยุ่งยาก แต่สุดท้ายแล้วมิต้าคิดว่าไม่มีอะไรในโลกนี้ยากเกินกว่าแม่จะทำ ให้ลูกได้ค่ะ.
 
 

[ ที่มา...นิตยสารบันทึกคุณแม่ ]

bebe1603@hotmail.com
Back to Top
bunny2teddy View Drop Down
VIP Member
VIP Member
Avatar
หัวหน้าห้อง LadyInter

Joined: 19 Mar 2005
Location: Belgium
Online Status: Offline
Posts: 4135
Post Options Post Options   Quote bunny2teddy Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 30 Apr 2009 at 16:25 Share
ขออนุญาติเอาข้อมูลการแต่งงานไปฝากสาวๆบ้านโน้นด้วยนะคะ



My little Kyara...Ordinary Miracle
Back to Top
Challenger_Tiki View Drop Down
New Member
New Member
Avatar

Joined: 28 Apr 2009
Location: Thailand
Online Status: Offline
Posts: 35
Post Options Post Options   Quote Challenger_Tiki Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 02 May 2009 at 00:34 Share
โห้ ขอขอบคุณพี่บีบีมากเลยค่ะ ข้อมูลมาก อ่านได้ตาแฉะเลย กระทู้เดียว ตอบคำถามที่คาในใจได้เกือบหมด ตอนนี้อยู่ในช่วงดูใจกัน และเก็บข้อมูลหลักฐานค่ะ คาดว่าจะส่งปลายปีนี้

ขอขอบคุณอีกทีค้า

ติ๊กกี้
^^Lucy in the sky with Diamonds
Back to Top
 Post Reply Post Reply

Forum Permissions View Drop Down



This page was generated in 0.195 seconds.